ความรู้สึกผิดหวังผุดขึ้นมาเพียงชั่ววูบ ก่อนถูกเขากดข่มลงไปอย่างฝืนใจ สีหน้าไม่เผยความผิดปกติแม้แต่น้อย ยังคงประดับรอยยิ้มสุภาพเจือความรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย ราวกับการรบกวนอาจารย์เป็นความผิดของตน เขาประสานมือคารวะอีกครั้งแล้วกล่าวว่า
“เป็นศิษย์เองที่มาไม่ถูกเวลา ต้องลำบากท่านเจ้าหน้าที่เดินทางมาเชิญ เมื่ออาจารย์มีแขกคนสำคัญ ศิษย์ก็ไม่ควรรบกวน เช่นนั้นขอลาก่อน” กล่าวจบ เขาก็หันกายจากไปอย่างสงบนิ่ง ออกจากหน้าที่ว่าการ
ระหว่างทางกลับสำนักศึกษาประจำเมือง ลมหนาวพัดเกล็ดหิมะผงบนพื้นมาโดนใบหน้า เย็นยะเยือกจนแสบกระดูก
ฉินฮ่าวหรานเก็บซ่อนความกระอักกระอ่วนและความผิดหวังอันยากบรรยายไว้ในใจ ก่อนจะหันมาครุ่นคิดอย่างสุขุม
ต้นไม้ใหญ่เช่นท่านเจ้าเมืองหลัว มีกิ่งก้านสูงใหญ่ใบดก ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนมีฐานะเพียงเท่านี้อย่างเขาจะปีนป่ายขึ้นไปเกาะเกี่ยวได้โดยง่าย
ยามนี้เขายังเป็นเพียงคนตัวเล็กไร้อำนาจ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงในช่วงเทศกาลเช่นนี้ ปฏิบัติตามธรรมเนียมของศิษย์อย่างเคร่งครัด มอบของขวัญธรรมดาที่เหมาะสมกับฐานะ พร้อมจดหมายรายงานการศึกษาและแสดงความเคารพ หวังเพียงให้ในห้วงความคิดอันวุ่นวายของท่านเจ้าเมือง ได้จดจำภาพเลือนรางของศิษย์ผู้รู้ความและมีมารยาทไว้บ้าง
ฉินฮ่าวหรานนึกถึงพ่อค้าสามัญคนหนึ่งที่เคยรู้จักในชาติก่อน เจ้าของกิจการค้าไม้ผู้นั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ
ไม่ว่าเจอผู้ใด ชายคนนั้นก็ยิ้มแย้มต้อนรับ วาจาหวานราวกับเคลือบน้ำผึ้ง ครั้นถึงเทศกาลก็ต้องหิ้วของขวัญไปเยี่ยมเยียนถึงบ้าน แม้ถูกปิดประตูใส่หน้า คราวหน้าก็ยังคงเดินทางไปหาอย่างเบิกบาน
สมัยนั้นฉินฮ่าวหรานยังหนุ่มเลือดร้อน ลอบหัวเราะเยาะชายผู้นั้นอยู่ในใจไม่น้อย คิดว่าการค้าขายต้องอาศัยความสามารถที่แท้จริง การประจบเอาใจเช่นนี้ช่างเสียเกียรติยิ่งนัก
