ฉินเหอวั่งเอ่ยถามเสียงดัง น้ำเสียงแฝงความระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด “ท่านยายของฮ่าวหรานหรือ? เหตุใดจึงมาที่นี่?”
สตรีสกุลจ้าวที่กำลังก้มหน้าเร่งฝีเท้าอยู่พลันสะดุ้งกับเงาร่างและคำถามที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน นางเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นฉินเหอวั่ง บุตรชายคนโตของฉินหย่วนซาน ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที แฝงแววประจบประแจงอยู่หลายส่วน
“อาเหอวั่งเองหรือ โตจนแทบจำไม่ได้แล้ว ข้าได้ยินว่าฮ่าวหรานน้องชายของเจ้าสอบได้ที่หนึ่งในการสอบระดับอำเภอ นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ข้าเป็นยาย ใจย่อมปีติยินดี จึงมาหาเขาเพื่อแสดงความยินดี”
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเสริมด้วยแววตาวูบไหว “อีกอย่าง…ข้ายังอยากพาเขาไปพบมารดาด้วย ชุนอิงเองก็คิดถึงลูก เอ่ยถึงเขาทุกวัน…”
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังใกล้เข้ามา หัวหน้าหมู่บ้านฉินเต๋อชางกับฉินหย่วนซานมาถึงแทบจะพร้อมกัน ทั้งสองเพิ่งถูกเรียกกลับมาจากท้องนา ชายขากางเกงยังเปื้อนโคลน หน้าผากมีเหงื่อซึม สีหน้าหม่นคล้ำราวกับบีบน้ำออกมาได้
ฉินเต๋อชางเดินผ่านฉินเหอวั่งไปยืนตรงหน้าสตรีสกุลจ้าว โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทาย น้ำเสียงเจือโทสะ “สตรีสกุลจ้าว เจ้าไม่อยู่บ้านตระกูลหวัง แล้ววันนี้มาหาฮ่าวหรานด้วยเหตุใด? เมื่อห้าปีก่อน ในศาลบรรพชนเขียนไว้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว…”
แรงกดดันอันหนักหน่วงทำให้สตรีสกุลจ้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง นางกล่าวซ้ำถ้อยคำที่เพิ่งใช้พูดกับฉินเหอวั่ง “พี่หัวหน้าหมู่บ้าน หลานหย่วนซาน ข้า…ข้ามาเยี่ยมหลานชาย แสดงความยินดีเท่านั้น เด็กมีอนาคต ข้าผู้เป็นยายก็พลอยมีหน้ามีตาไปด้วยมิใช่หรือ? ชุนอิงคิดถึงลูก ข้าจึงอยากพาฮ่าวหรานไปให้นางได้พบหน้า…”
