ชีวิตของฉินเหอวั่งในสำนักศึกษาฉู่เสียนเต็มไปด้วยเรื่องราวและอิสระกว่าที่คาดไว้มาก
เดิมทีเขาเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ มือไม้คล่องแคล่ว สายตาไวเห็นงาน แม้การปฏิบัติต่อผู้คนจะไม่สุภาพนุ่มนวลเช่นบัณฑิต ทว่ากลับมีความกระตือรือร้นจริงใจและรู้จักวางตัวอย่างเหมาะสม
อาจารย์ฮั่นแห่งสนามยิงธนูผู้นั้นมีพื้นเพมาจากกองทัพ นิสัยตรงไปตรงมา ไม่ชอบคนเสแสร้งอ้อมค้อม ทั้งยังรังเกียจถ้อยคำคร่ำครึอย่าง “จือฮูเจ่อเย่” เป็นที่สุด
ความขยันขันแข็งและความสนใจในวิชาที่เขาถ่ายทอดอย่างไม่ปิดบัง ทั้งยังให้ความเคารพอย่างจริงใจของฉินเหอวั่ง จึงถูกใจอาจารย์ฮั่นยิ่งนัก
วันหนึ่ง ฉินเหอวั่งเบิกเงินจากฉินฮ่าวหรานมาอีกเล็กน้อย จากนั้นก็ไปซื้อเนื้อพะโล้จากร้านอาหารปรุงสุกนอกสำนักศึกษา ซื้อสุรามาไหหนึ่ง ห่อด้วยกระดาษน้ำมัน แล้วฉวยยามบ่ายที่สนามยิงธนูมีคนน้อย ยกไปส่งให้อาจารย์ฮั่นถึงห้องพักอย่างคล่องแคล่ว
“อาจารย์ฮั่น ท่านเหน็ดเหนื่อยกับการสั่งสอนแล้ว ของกินเล็กน้อยนี้…ท่านรองท้องเถิด”
อาจารย์ฮั่นมองเนื้อพะโล้ในห่อกระดาษน้ำมันและสุราไหหนึ่ง ก่อนจะมองเด็กหนุ่มบ้านนอกตรงหน้า ความลังเลในใจพลันมลายหายไปสิ้น
เขารับของมาวางบนโต๊ะ แล้วตบไหล่แข็งแรงของฉินเหอวั่ง “เด็กดี! มีน้ำใจเช่นนี้ ย่อมดีกว่าพวกที่ดีแต่ใช้วาจาคุยโวเป็นร้อยเท่า!”
เขาลากม้านั่งตัวหนึ่งให้ฉินเหอวั่งนั่ง ก่อนบิดจุกไหสุราดมแล้วเอ่ยชม “อืม สุราฮั่นเฟินแท้ ๆ พูดมาเถิด อยากเรียนกระบวนท่าใหม่อีกแล้วใช่หรือไม่?”
ฉินเหอวั่งเกาศีรษะ พลางยิ้มซื่อ “ท่านอาจารย์สอนสิ่งใด ข้าก็เรียนสิ่งนั้น ข้าเพียงรู้สึกว่า…รู้สึกว่าฝึกสิ่งนี้แล้วร่างกายมีกำลัง ในใจก็มั่นคง”
“ในใจมั่นคง…” อาจารย์ฮั่นทวนคำ ดวงตาฉายแววสะท้อนใจ
“คำนี้จริงแท้ ฝึกยุทธ์ทำให้ร่างกายแข็งแรง ทั้งยังขัดเกลาจิตใจ นิสัยเช่นเจ้า จิตใจสงบนิ่ง อดทนต่อความลำบากได้ นับเป็นต้นกล้าที่ดี
