ทว่าคราวนี้ชาวบ้านมิได้แตกตื่นหนีภัย มิได้รวมตัวก่อจลาจล หากพากันหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงชั้นใน นอนกลางดินกินกลางถนน ปิดล้อมที่ว่าการ ยึดครองถนนหลวง ไม่ส่งเสียงเอะอะ ไม่ปล้นชิง ไม่ทุบตีทำลาย ทว่ากลับแสดงท่าทีว่าจะยืนหยัดต่อสู้จนถึงที่สุด
สถานการณ์เช่นนี้รับมือได้ยากยิ่งกว่าการก่อความวุ่นวายด้วยการทุบทำลายเสียอีก
ทหารส่งข่าวเร่งด่วนต่อไปว่า “ในบรรดาประตูทั้งเก้า ประตูเต๋อเซิ่งกับประตูอันติ้งเกิดความวุ่นวายรุนแรงที่สุด ชุมชนนอกประตูทั้งสองแห่งนี้หนาแน่นที่สุด มีชาวบ้านอาศัยอยู่มากที่สุดและตั้งถิ่นฐานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน คราวนี้จึงได้รับผลกระทบจากการรื้อถอนมากที่สุด ยามนี้ชาวบ้านหลายพันคนจากทั้งสองแห่งพากันหลั่งไหลเข้ามาในเมือง นอนริมถนน ยึดครองถนนหลวง ปิดล้อมที่ว่าการแคว้นซุ่นเทียนและนั่งเฝ้าหน้ากองกำลังรักษาเมือง!
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว ชาวบ้านกล่าวว่าทางการรื้อบ้านพวกเรา ชิงบ้านของพวกเราไป หากวันนี้ราชสำนักไม่ให้คำชี้แจงที่เป็นธรรม พวกเราก็จะยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวง ไม่ไปไหนและไม่สลายตัว!”
เหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างเข้าใจแจ่มแจ้ง เรื่องนี้มิใช่ข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านทั่วไปอีกต่อไปแล้ว หากกำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายใหญ่หลวงจากประชาชนเดือดพล่านทั่วเมืองหลวง
ฉินฮ่าวหรานยืนอยู่ในแถวขุนนาง ทว่าภายในใจได้ประเมินต้นสายปลายเหตุจนกระจ่างแล้ว
เขาทะลุมิติมาถึงสองชาติ หยั่งรู้หนทางแห่งการปกครองบ้านเมืองและระงับความวุ่นวายเป็นอย่างดี ผู้ที่ทุบทำลาย ปล้นชิง หรือรวมตัวก่อจลาจลนั้นเป็นความวุ่นวายที่มองเห็นได้ อาจส่งทหารไปปราบปรามและลงโทษตามกฎหมายได้
แต่คราวนี้ชาวบ้านพาครอบครัวมานอนกลางดินกินกลางถนนในเมืองหลวง นั่งนิ่งร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม นี่คือความวุ่นวายที่มองไม่เห็น เป็นความปั่นป่วนในจิตใจผู้คน
ชาวบ้านมือเปล่าไร้อาวุธ เต็มไปด้วยความทุกข์โศก เพียงต้องการความเป็นธรรม
