หวังซื่ออันกับกู้โหย่วซิ่นลอบชื่นชมในใจ ฉินฮ่าวหรานเข้าใจเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก
ในวงการค้าขาย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือคนโลภไม่รู้จักพอ ฉินฮ่าวหรานรู้จักแบ่งผลประโยชน์ให้ผู้อื่น นี่ต่างหากจึงเป็นหนทางที่ยั่งยืน
หวังซื่ออันยกจอกขึ้นกล่าวว่า “พี่ฉินช่างใจกว้าง เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ก่อน สั่งทำสัก 50 ผืนเพื่อลองตลาด หากขายดีค่อยเพิ่มจำนวน”
ทั้งสี่คนใช้ชาจอกแทนสุรา ยกขึ้นชนกันหนึ่งครา
เมื่อการค้าตกลงกันแล้ว ฉินฮ่าวหรานก็เขียนจดหมายสองฉบับส่งออกไปในคืนนั้น ฉบับหนึ่งถึงฉินโส่วเย่ ผู้เป็นอาของเขา แจ้งรายละเอียดว่าช่องทางจำหน่ายในหนานจิงเปิดได้แล้ว
หลังส่งจดหมายออกไป ใจของฉินฮ่าวหรานกลับมิได้จดจ่ออยู่กับการค้าเพียงอย่างเดียว
ช่วงหลายวันมานี้ เขาอาศัยเครือข่ายเพื่อนร่วมสำนักศึกษา ค่อย ๆ สืบเสาะความเป็นมาของร้านนายหน้าซุ่นฟาอย่างอ้อมค้อม ยิ่งสืบก็ยิ่งตระหนก
เตียวเต๋อไฉผู้นั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ
เขามีพี่เขยแซ่จ้าว เป็นเสมียนประจำกองคลังในที่ว่าการอำเภอซ่างหยวน แม้ไม่มียศตำแหน่งเป็นทางการ ทว่ากลับเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
กองคลังดูแลเรื่องเงินและเสบียงภาษี การโอนกรรมสิทธิ์ที่นาและเรือน อำนาจมิใช่น้อย เสมียนจ้าวผู้นี้ทำงานอยู่ในที่ว่าการอำเภอมานานกว่าสิบปี มีสายสัมพันธ์เกี่ยวพันกันซับซ้อนทั้งบนล่าง ชาวบ้านทั่วไปไม่กล้าล่วงเกินแม้แต่น้อย
ที่ยุ่งยากยิ่งกว่าคือ ร้านนายหน้าซุ่นฟาดูเหมือนจะเกี่ยวดองกับคนดูแลจวนขันทีผู้ดูแลเมือง
ขันทีผู้ดูแลเมืองหนานจิงเป็นขุนนางสำคัญที่วังหลวงส่งมาควบคุมตรวจตราเจียงหนาน แม้ไม่มีอำนาจปกครองอย่างเปิดเผย แต่กลับมีอำนาจล้นฟ้า ขุนนางท้องถิ่นล้วนต้องให้เกียรติอยู่สามส่วน
