ยามปลายวสันต์ หมู่บ้านหลิวถังเลือนรางท่ามกลางหมอกยามรุ่งสาง ประหนึ่งภาพวาดหมึกจางอันงดงามที่ค่อย ๆ คลี่ออกอย่างเชื่องช้า ผืนน้ำใกล้ฝั่งพร่าเลือนราวควัน ไข่มุกน้ำค้างบนคันนาสะท้อนประกายระยิบระยับท่ามกลางแสงอาทิตย์แรกอรุณ ต้นไม้ใหญ่ตรงปากหมู่บ้านเขียวชอุ่มยิ่งกว่าครั้นฉินฮ่าวหรานจากบ้านไปเมื่อเดือนก่อน ใบอ่อนผลิใหม่พลิ้วไหวตามสายลมแผ่วเบา ส่งเสียงเสียดสีกันคล้ายกำลังกระซิบบอกความคะนึงถึงผู้จากบ้านที่หวนคืน
เกวียนวัวค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ปากหมู่บ้าน ทั้งสามยังมีหยาดน้ำค้างเกาะกายจากการเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่
ทว่าในยามนี้ หมู่บ้านกลับไม่สงบเงียบดังเช่นวันวาน ข่าวฉินฮ่าวหรานคว้าชัยในการชุมนุมวรรณศิลป์ของสำนักศึกษาอำเภอแพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกมุมดุจปุยหลิวในฤดูใบไม้ผลิ หยั่งรากแตกหน่ออยู่ใต้ชายคาของทุกครัวเรือน
“มาแล้ว! ฮ่าวหรานกลับมาแล้ว!” ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ร้องขึ้นก่อน ทันใดนั้นชาวบ้านซึ่งทำงานอยู่ในท้องนาและซักผ้าอยู่ริมลำธารต่างวางมือจากงาน แล้วกรูกันมาจากทั่วทุกสารทิศ
หญิงชราซับมือกับผ้ากันเปื้อน เด็ก ๆ วิ่งเท้าเปล่า แม้แต่ผู้เฒ่าที่ปกติสุขุมที่สุดก็ยังค้ำไม้เท้าแล้วเร่งเดินเข้าไปหา ทั่วทั้งหมู่บ้านหลิวถังพลันคึกคักขึ้น ระลอกความยินดีและภาคภูมิใจแผ่กระจายไปทั่ว
ภายในศาลบรรพชนเก่าแก่ของตระกูลฉิน ฉินฮ่าวหรานนำรางวัลจากการชุมนุมวรรณศิลป์ออกมาทีละชิ้น เมื่อฉินเต๋อชางกับฉินหย่วนซานรับกระดาษเซวียนชั้นดีหนึ่งม้วนและชุดพู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก ซึ่งดูธรรมดาแต่เป็นของที่อาจารย์ผู้สอนแห่งสำนักศึกษาอำเภอมอบให้ด้วยตนเองจากมือของเขา มือของทั้งสองก็สั่นน้อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงกังวานว่า “นี่เป็นรางวัลที่อาจารย์ผู้สอนแห่งสำนักศึกษาอำเภอมอบให้ด้วยตนเอง...”
ถ้อยคำของเขาก้องสะท้อนอยู่ในศาลบรรพชน ญาติร่วมตระกูลที่มุงดูอยู่ด้านนอกต่างส่งเสียงชื่นชมจากใจโดยพร้อมเพรียง
