พบว่าตนเองไม่อาจจดจ่อกับตำราได้ในทันที
ความรู้สึกอ่อนแรงไร้หนทางเมื่อเผชิญภัยพิบัติที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นอย่างไร โอบล้อมฉินฮ่าวหรานไว้อย่างแน่นหนา
เขาคลี่คัมภีร์ซ่างซูออก สายตาหยุดอยู่ที่บท “อวี่โหมว” ซึ่งกล่าวไว้ว่า “น้ำ ไฟ โลหะ ไม้ ดิน และธัญพืช ล้วนต้องจัดการให้เหมาะสม ตั้งคุณธรรมให้เที่ยงแท้ ใช้ประโยชน์ให้เหมาะควร และหล่อเลี้ยงชีวิตให้ร่มเย็นเป็นสุข” ทว่าในยามนี้ หลักการดังกล่าวจะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง เพื่อรับมือกับตั๊กแตนที่อาจมาถึงได้อย่างไร?
นอกจากการควบคุมด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น เลี้ยงเป็ดแล้ว ยังมีการขุดไข่ด้วยแรงคน ใช้สารต่าง ๆ เช่น ปูนขาวและขี้เถ้าพืช จุดกองไฟล่อตั๊กแตนให้เข้ามาตาย กระทั่งจับตั๊กแตนมากินในท้ายที่สุด...
แต่ในยุคสมัยนี้ เมื่อถูกจำกัดด้วยกำลังคน สิ่งของ และความรู้ความเข้าใจ จะมีวิธีใดที่นำไปปฏิบัติได้จริงบ้าง? หมู่บ้านหลิวถังอาจอาศัยฝูงเป็ดกับการเตรียมตัวล่วงหน้าต้านทานไว้ได้บ้าง แล้วหมู่บ้านอื่นอีกนับหมื่นนับพันที่ไม่ทันเตรียมตัวเล่า? สิ่งที่รอพวกเขาอยู่จะมีเพียงซากศพเกลื่อนกลาด ผู้คนพลัดถิ่นไร้ที่พึ่งหรือไม่?
คืนนั้นฉินฮ่าวหรานพลิกตัวไปมาจนแทบมิได้หลับใหล ดวงดาวนอกหน้าต่างริบหรี่ อากาศร้อนอบอ้าวไร้ลม
รุ่งขึ้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นในสำนักศึกษา
เมื่อได้ยินเสียง เขาผลักประตูห้องออก เห็นคนงานของสำนักศึกษาหลายคนถือถังแป้งเปียกกับประกาศ เดินเร่งรุดไปยังผนังติดประกาศหน้าประตูสำนักศึกษาและระเบียงหลักหลายแห่ง
ฉินฮ่าวหรานเดินเร็วไปยังผนังติดประกาศที่ใกล้ที่สุด ที่นั่นมีเพื่อนร่วมสำนักศึกษามุงอยู่แล้ว ต่างชะเง้อคอยืดยาว
ประกาศทางการประทับตราสำนักว่าการอู่ชางปรากฏเด่นชัดอยู่เบื้องหน้า
“ประกาศเข้มงวดให้ทุกเขตเตรียมป้องกันตัวอ่อนตั๊กแตน เพื่อรักษาพืชผลทางเกษตร” เนื้อความในประกาศใช้ภาษากึ่งวรรณคดีกึ่งภาษาสามัญ ทว่าความหมายชัดเจน:
