เขาชี้ไปยังเวทีงิ้ว พลางถามม่ายฝูที่อยู่ข้างกายว่า “งิ้วเรื่องนี้ใครเป็นผู้แต่ง?”
ม่ายฝูค้อมกายตอบว่า “ทูลฝ่าบาท บ่าวชราจะไปสืบความเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนัก ม่ายฝูก็กลับมารายงาน “ทูลฝ่าบาท กรมพิธีการเป็นผู้จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับเทศกาลหยวนเซียวปีนี้ ผู้แต่งงิ้วคือซิ่วไฉแซ่เจิ้ง เป็นนักเขียนบทละครชื่อดังแห่งเจียงซี เชี่ยวชาญการแต่งงิ้วอี้หยางพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งพยักหน้า ตรัสว่า “แต่งได้ดี คัดบทขับร้องขององก์ที่สามมาให้เราสักฉบับ”
ม่ายฝูรับพระบัญชา
เมื่องิ้วดำเนินมาถึงองก์สุดท้าย ทั้งผู้ชมบนเวทีและด้านล่างต่างขับร้องประสานเสียงกันว่า
“โอรสสวรรค์ทรงส่งเสริมเกษตร รักใคร่ราษฎร ทั่วหล้าสงบสุข ร่มเย็นเป็นนิรันดร์
ลมฟ้าฝนฟ้าต้องตามฤดูกาล พืชผลอุดมสมบูรณ์ หมื่นประชาซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ...”
เสียงเพลงดังมาจากหน้าประตูอู่เหมิน แผ่กระจายออกไปเป็นระลอก ก่อนหลอมรวมเข้ากับทะเลโคมไฟทั่วทั้งเมือง
ฉินฮ่าวหรานนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองดูราษฎรที่ตื่นเต้นยินดี ฟังบทขับร้องเรียบง่ายเหล่านั้น นับจากคืนนี้เป็นต้นไป วิธีการเพาะปลูกเหล่านั้นจะอาศัยบทละครเผยแพร่ไปทั่วหล้า
สามวันต่อมา พระราชโองการฉบับหนึ่งก็ออกจากตำหนักเฉียนชิง
ซุนเซิ่น ขุนนางกรมพิธีการ ตำแหน่งหลางจง ได้เลื่อนเป็นรองเสนาบดีฝ่ายขวาแห่งสำนักสารบรรณ ตำแหน่งขั้นสี่
ข่าวแพร่ไปทั่ว ราชสำนักพลันฮือฮา
ซุนเซิ่นทำงานในกรมพิธีการมาเก้าปี ไม่เคยแสดงตัวโดดเด่น จู่ ๆ กลับได้เลื่อนตำแหน่งรวดเดียวสองขั้น จากหลางจงขั้นห้าเป็นขุนนางในเมืองหลวงขั้นสี่ ผู้ใดบ้างจะไม่อิจฉา?
มีคนสืบถามเบื้องหลัง ครั้นรู้ว่าเป็นเพราะงิ้วเรื่อง “บุปผาสมบูรณ์ในยุคสันติ” ก็พลันเข้าใจขึ้นมา
“ที่แท้ก็เป็นงิ้วเรื่องนั้นนี่เอง ฝ่าบาททอดพระเนตรแล้วทรงพอพระทัย จึงพระราชทานรางวัลให้”
“คราวนี้ซุนเซิ่นโชคดีจริง ๆ”
“โชคดีอะไรกัน เขารู้จักจัดการงานต่างหาก”
