“ท่านพ่อตา ตลอดปีเศษที่ผ่านมา ข้าได้ศึกษาหารือกับเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงรู้ซึ้งว่ารากฐานความรู้ของเขาหนักแน่น ทั้งยังเชี่ยวชาญกลศึกและยุทธศาสตร์ทหารเป็นพิเศษ ที่หาได้ยากยิ่งก็คือเขามีจิตใจเที่ยงตรง มุ่งมั่นไม่วอกแวก มิใช่คนคอยแสวงหาผลประโยชน์ด้วยเล่ห์กลหรือประจบผู้มีอำนาจ”
สวีฉี่พยักหน้าเล็กน้อย “เมื่อเจ้าเห็นแววคนเก่ง เช่นนั้นข้าจะช่วยเอ่ยปากให้สักคำ หัวหน้ากองคัดเลือกขุนนางฝ่ายทหารแห่งกรมกลาโหมเป็นศิษย์เก่าของข้า เรื่องน้ำใจเพียงเท่านี้ ย่อมต้องให้กัน”
ฉินฮ่าวหรานประสานมือค้อมกายคำนับทันที กล่าวขอบคุณ “ขอบพระคุณท่านพ่อตาที่ช่วยเหลือ”
สวีฉี่ยกมือโบกเบา ๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง “ไม่ต้องมากพิธี เพียงแต่เจ้าจงจำไว้ การแนะนำและเกื้อหนุนเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนเส้นทางขุนนางจะรุ่งเรืองหรือผันผวน ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของตนเอง ถานหลุนเข้ากรมกลาโหมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น วันหน้าจะไปได้ไกลเพียงใดและสร้างผลงานอะไร ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถและจิตใจของเขาเอง”
ฉินฮ่าวหรานรับคำ
หลังถานหลุนเสร็จสิ้นการสังเกตงาน กรมขุนนางก็ส่งหนังสือแต่งตั้งลงมา เขาได้รับแต่งตั้งเป็นจู่ซื่อแห่งกองคัดเลือกขุนนางฝ่ายทหาร กรมกลาโหม มีขั้นยศหกชั้นเอก
ทันทีที่ได้รับข่าวจากเมืองหลวง ถานหลุนก็จัดเสื้อผ้าและสวมหมวกให้เรียบร้อย ก่อนมุ่งหน้าไปจวนฉินอีกครั้ง
เมื่อเข้าไปในที่ว่าการใหญ่ เขาจัดชายเสื้อแล้วก้มกาย โขกศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม
ฉินฮ่าวหรานก้าวเข้าไปประคองเขาไว้พอเป็นพิธี สีหน้าสงบนิ่ง “จื่อหลี่ เหตุใดต้องคำนับใหญ่โตถึงเพียงนี้”
ถานหลุนยืดกายขึ้น “ท่านอาจารย์ปูทางสู่เส้นทางขุนนางให้ศิษย์ ทั้งยังช่วยให้ศิษย์ได้ทำตามปณิธานรับใช้แผ่นดิน พระคุณที่เห็นคุณค่าและเกื้อหนุนเช่นนี้ ต่อให้ศิษย์ทุ่มเททั้งชีวิตก็ยากจะทดแทนได้แม้เพียงเศษเสี้ยว”
