คนสุดท้ายคือฉินฮ่าวหราน เขาตั้งใจฟังคำอภิปรายของทั้งสามอย่างสงบ ภายในใจมีข้อสรุปอยู่แล้ว จากนั้นจึงคลี่บทความของตนออก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ความเห็นของพี่ชายทั้งสามล้วนลึกซึ้ง ทำให้ฮ่าวหรานได้รับประโยชน์ยิ่งนัก ความเห็นตื้นเขินของข้าเห็นว่า การชลประทานในหูเป่ยและหูหนานเป็นงานที่เกี่ยวโยงกันทั้งระบบ จำต้องอุดและระบายควบคู่กัน ทางการกับราษฎรร่วมมือกัน อีกทั้งคำนึงถึงทั้งระยะใกล้และไกล
อาจนำวิธีดูแลรักษางานชลประทานในอดีตมาใช้ ให้ขุนนางผู้รับผิดชอบกับผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นแบ่งพื้นที่กันดูแล กำหนดระยะเวลารับประกัน หากพ้นกำหนดแล้วเกิดปัญหา ให้เอาผิดผู้รับผิดชอบ
สำหรับปัญหาการถมพื้นที่ล้อมคันดินที่เหอซีถิงกล่าวถึงนั้น ข้าเห็นว่าควรแยกพิจารณา คันดินส่วนบุคคลที่ขวางทางน้ำอย่างร้ายแรงต้องรื้อถอนอย่างเด็ดขาด ส่วนคันดินที่มีพื้นที่เพาะปลูกอุดมสมบูรณ์แล้วและเกี่ยวข้องกับปากท้องของราษฎร หากเป็นคันดินที่ชอบด้วยกฎหมายก็ควรเสริมความแข็งแรงให้คันกั้นน้ำ”
สิ้นเสียงฉินฮ่าวหราน กัวอวิ๋นเชียนก็เอ่ยถามขึ้นก่อนว่า “สิ่งที่พี่ฉินกล่าวถึงอย่าง ‘วิธีดูแลรักษางานชลประทาน’ และการแบ่งพื้นที่ให้ผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นรับผิดชอบ แม้จะช่วยป้องกันการทุจริตของเสมียนชั้นผู้น้อยได้ แต่ผู้ทรงอิทธิพลเหล่านั้นก็มิใช่คนดีมีคุณธรรมทุกคน หากร่วมมือกับเสมียนชั้นผู้น้อย หรือทำงานอย่างขอไปที แล้วจะจัดการเช่นไร?”
เจียงจวินอวี๋กลับตั้งข้อสงสัยเรื่องการคืนที่นาให้ทะเลสาบ “นาที่ล้อมคันดินในเขตทะเลสาบเป็นที่พึ่งพิงชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรนับไม่ถ้วน เพียงประโยคเดียวว่าให้คืนที่นาแก่ทะเลสาบ ก็เกี่ยวพันกับทะเบียนครัวเรือนและเสบียงเงินทองของผู้คนมากมาย หากลงมือดำเนินการ เกรงว่าจะพบอุปสรรคขวางกั้นทุกด้าน และอาจเกิดความวุ่นวายในหมู่ราษฎรได้ง่าย”
ฉินฮ่าวหรานเตรียมคำตอบไว้แล้ว จึงตอบข้อสงสัยทีละประเด็น
ไม่นาน การอภิปรายก็ไม่ได้เป็นเพียงคนหนึ่งพูด คนอื่นนั่งฟังอีกต่อไป หากกลายเป็นการโต้แย้งสลับกันระหว่างคนทั้งสี่
