หลังประกาศผล คำเชิญและเทียบเชิญสารพัดก็หลั่งไหลมาราวกระแสน้ำ โชคดีที่สำนักศึกษามีกฎเข้มงวด คนนอกจึงเข้ามาไม่ได้ ทว่าเพียงรับมือคำเชิญจากเพื่อนร่วมสำนัก ก็แทบทำให้ผู้คนหายใจไม่ทั่วท้องแล้ว
จ้วหยวนวัย 13 ปี ใครก็มองออกว่าอนาคตของเขาย่อมรุ่งโรจน์
ตั้งแต่ฉินฮ่าวหรานสอบได้ซิ่วไฉ ฉินหย่วนซานก็ได้ประจักษ์ถึงผลได้ผลเสียเบื้องหลังการคบค้าสมาคมแล้ว แต่คราวนี้สอบระดับมณฑลจนได้เป็นจวี่เหริน สิ่งล่อใจกลับยิ่งใหญ่กว่าเดิมนัก บางครั้งเพียงช่วยส่งเทียบเชิญแผ่นหนึ่ง ก็ได้รับเงินหลายตำลึง
ฉินหย่วนซานตระหนักอยู่ในใจว่าห้ามแตะต้องเงินก้อนนี้ ทว่าพอเผชิญถ้อยคำประจบประแจงของพ่อค้า ก็อดรู้สึกลำพองใจมิได้ ท้ายที่สุดทนรับมือไม่ไหว จึงได้แต่พาฉินโส่วเย่หลบเข้าไปในสำนักศึกษาด้วยกัน
ฉินโส่วเย่ร้อนใจ ครั้นสบโอกาสยามไร้ผู้คนจึงถามว่า “ฮ่าวหราน พวกเราจะกลับหมู่บ้านหลิวถังเมื่อใด?”
ฉินฮ่าวหรานนับวันดู “ต้องรอให้เข้าร่วมงานเลี้ยงลู่หมิงเสียก่อน อย่างน้อยก็อีก 10 วัน”
ฉินหย่วนซานรับคำ “ไม่เป็นไร รอฮ่าวหรานจัดการธุระที่ควรทำเสร็จแล้วค่อยกลับ” กล่าวจบก็ส่งสายตาให้ฉินโส่วเย่ หมายให้เขาใจเย็น
วันถัดมา ฉินฮ่าวหรานเห็นว่าผู้อาวุโสทั้งสองใช้จ่ายเงินทองราวสายน้ำตอนรับรองแขกเมื่อวาน คาดว่าพวกเขาคงขัดสนอยู่บ้าง จึงหยิบตั๋วเงิน 10 ตำลึงส่งให้พวกเขาอีกครั้ง จากนั้นก็นัดหมายกับบัณฑิตหลินเซิงอีกสองคนในเมืองเดียวกันให้เป็นผู้ค้ำประกัน แล้วเดินทางไปยังที่ว่าการผู้ตรวจการเพื่อดำเนินเรื่อง
บัณฑิตหลินเซิงทั้งสองอายุเกิน 40 ปี คนหนึ่งผอมสูง อีกคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย การค้ำประกันให้จ้วงหยวนเป็นทั้งการสร้างไมตรีและการแบกรับความรับผิดชอบ หากรับรองไม่ตรงความจริง พวกเขาย่อมพลอยเดือดร้อนไปด้วย
ชายผอมสูงแซ่หลิว ประสานมือคารวะฉินฮ่าวหราน “ศิษย์น้องฉินอายุน้อยแต่สอบได้อันดับสูง เป็นเกียรติของจิ่งหลิง พวกเรายินดีค้ำประกันให้โดยไม่บ่ายเบี่ยง”
ฉินฮ่าวหรานคำนับตอบอย่างนอบน้อม “ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสอง”
