ในชั่วขณะที่เงยหน้ามองหมู่บ้านหลิวถัง ถิ่นฐานเดิมในความทรงจำพลันฟื้นคืนขึ้นมาอย่างฉับพลัน ก่อนจะแตกสลายลงในพริบตา
หมู่บ้านหลิวถังในความทรงจำคือบ้านดินหลังเตี้ย หลังคามุงฟาง ตรอกในหมู่บ้านที่เละเทะยามฝนตก และลานนวดข้าวที่ฝุ่นคลุ้งยามแดดออก
ทว่าหมู่บ้านที่เพิ่งสร้างขึ้นเบื้องหน้ากลับมีบ้านเรือนก่อด้วยอิฐเขียวมุงกระเบื้องสีหม่น ผนังขาวสะอาดตา ปลูกเรียงรายไปตามลำน้ำอย่างเป็นระเบียบ สม่ำเสมอและมีแบบแผน หน้าบ้านหลังบ้านล้วนปลูกต้นหอมหมื่นลี้ ทับทิม และพุทราไว้อย่างหนาแน่น เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
ฉินฮ่าวหรานยืนนิ่งมองภาพตรงหน้า เนิ่นนานก็ยังเอื้อนเอ่ยไม่ออก
ฉินเหวินป๋อดึงชายแขนเสื้อเขาเบา ๆ พลางกระซิบว่า “ท่านอา หมู่บ้านแห่งนี้ต่างจากหมู่บ้านหลิวถังในความทรงจำวัยเยาว์ของข้าโดยสิ้นเชิง บ้านเรือนเป็นระเบียบโอ่อ่าถึงเพียงนี้…หรือว่าพวกเราจะมาไม่ถูกทาง?”
ฉินฮ่าวหรานได้สติกลับคืนมา แต่ไม่ได้ตอบ
สายตากวาดผ่านบ้านเรือนใหม่เอี่ยม ผ่านตรอกซอกซอยที่เป็นระเบียบ ก่อนจะหยุดลงที่ซุ้มประกาศเกียรติคุณหินสามแห่งตรงปากหมู่บ้าน ได้แก่ ซุ้มเจี้ยหยวน ซุ้มจอหงวนการสอบระดับเมืองหลวง และซุ้มจอหงวน
นี่คือพระมหากรุณาธิคุณจากราชสำนัก เป็นเกียรติยศของคนทั้งตระกูลฉิน และเป็นสิ่งที่ผู้จากถิ่นอย่างเขานำกลับมามอบให้ผืนแผ่นดินแห่งนี้
“หยุดรถ พี่ใหญ่ สั่งให้หยุดรถ”
รถม้าค่อย ๆ จอดลง ฉินฮ่าวหรานเปิดม่านรถ ใช้มือประคองคานรถแล้วกระโดดลงไปด้วยตนเอง
ฉินเหวินป๋อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบกระโดดตามลงมา
หลี่หงลงจากรถเช่นกัน เขายืนอยู่ข้าง ๆ มองซุ้มประกาศเกียรติคุณทั้งสาม ฉินฮ่าวหรานมิได้เอ่ยอธิบาย
เขาจัดเสื้อคลุมให้เรียบร้อย แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า
ทีละก้าว ทีละก้าว กลับคืนสู่ผืนดินที่เลี้ยงดูเขามา
เบื้องหลัง ผู้คนต่างลงจากหลังม้าตามมา ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวล้ำหน้า
