“เสด็จพ่อ ลูกมีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งทอดพระเนตรโอรสที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
เด็กหนุ่มวัยสิบสองปี ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ ทว่าความดื้อรั้นในดวงตาคู่นั้นกลับเหมือนพระองค์เมื่อครั้งยังเยาว์วัยไม่มีผิด
“ว่ามา”
“อาจารย์ฉินเป็นผู้เก่าที่อยู่เคียงข้างลูกมาหลายปี เปรียบเสมือนปีกที่คอยคุ้มกัน ลูกได้รับคำสั่งสอนจากท่านในตำหนักบูรพามาเนิ่นนาน ทั้งยังรู้เรื่องความเป็นอยู่และการเรียนของลูกเป็นอย่างดี จู่ ๆ ต้องย้ายไปประจำที่อื่น ลูกจึงอาลัยยิ่งนัก ลูกขอเสด็จพ่อโปรดถอนพระบัญชา ให้อาจารย์ฉินอยู่ในตำหนักบูรพาต่อไป”
ขณะกล่าว เขาลอบสังเกตพระพักตร์ของเสด็จพ่อ ครั้นเห็นพระองค์ไร้สีหน้า ใจของเขาก็ยิ่งจมดิ่ง ทว่าก็ยังฝืนใจกล่าวต่อ
พระพักตร์ของจักรพรรดิเทียนเฟิ่งเคร่งขรึมลง “อาจารย์ขององค์รัชทายาทมิใช่ข้าราชบริพารส่วนตัวของตำหนักบูรพา การแต่งตั้งฉินฮ่าวหรานเป็นเจ้าเมืองซุ่นเทียนเป็นกิจราชการ มิใช่เรื่องส่วนตัวของตำหนักบูรพา”
ไจ่คุนเม้มริมฝีปาก ความดื้อรั้นอย่างเด็กหนุ่มปรากฏชัด “เสด็จพ่อ ลูกมิได้ขอให้อาจารย์ฉินอยู่ต่อเพื่อเรื่องส่วนตัว แต่การเรียนของตำหนักบูรพาขาดท่านไม่ได้ ลูกยังเยาว์วัย ความรู้ยังไม่แตกฉาน เป็นช่วงที่ต้องมีอาจารย์ผู้ประเสริฐคอยชี้แนะ เสด็จพ่อทรงย้ายท่านไปแล้ว แล้วผู้ใดจะสอนลูกเล่า?”
น้ำเสียงของเขาเจือความน้อยใจ ขอบตาเริ่มแดงก่ำ ทว่าก็ยังฝืนกลั้นไม่ให้น้ำตาร่วงลงมา
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งจ้องโอรส พระเนตรยิ่งทวีความเข้มงวด
“เจ้าเป็นองค์รัชทายาท เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งต้าเยว่ มิใช่เด็กสามขวบ!” พระสุรเสียงพลันสูงขึ้น เปี่ยมด้วยความกริ้วเกรี้ยว “เมื่อไม่มีฉินฮ่าวหราน เราจะหาครูคนใหม่ให้เจ้าไม่ได้หรือ? บัณฑิตทั่วหล้ามีมากมาย มีเพียงเขาคนเดียวที่สอนหนังสือเป็นหรือ? หากขาดเขาแล้ว เจ้าจะไม่อ่านหนังสือ ไม่ว่าราชการหรือไร?”
ไจ่คุนไม่เคยเห็นเสด็จพ่อกริ้วถึงเพียงนี้
ในความทรงจำของเขา แม้เสด็จพ่อจะทรงพระอำนาจน่าเกรงขาม แต่กลับอ่อนโยนกับเขามาโดยตลอด
แม้เขาทำการบ้านได้ไม่ดี เสด็จพ่อก็เพียงอดทนชี้แนะ ไม่เคยตำหนิรุนแรง ทว่าบัดนี้ เสด็จพ่อ...
