ฉินฮ่าวหรานยิ้มพลางส่ายหน้า ก่อนก้าวเข้าไปในโถงใหญ่
ฉินเต๋อชางผู้เป็นปู่อานั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ส่วนเฉินซื่อกับโต้วเหนียงนั่งเย็บปักอยู่ตรงมุมห้อง
ฉินฮ่าวหรานนั่งลงแล้วเอ่ยว่า “ท่านปู่อา ท่านลุงใหญ่ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากหารือกับพวกท่าน”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็หันมามองเขา
ฉินฮ่าวหรานกล่าวว่า “เหวินป๋อ เหวินฮั่น และจาวหย่วน เด็กเหล่านี้ล้วนอยู่ในวัยเล่าเรียน บัดนี้อยู่ในเมืองหลวง จะปล่อยให้พวกเขาเอาแต่เที่ยวเล่นจนเสียการเรียนทุกวันก็คงไม่ดี ข้าคิดว่าควรส่งพวกเขาไปเรียนหนังสือแล้ว”
สิ้นเสียง ฉินเหอวั่งก็เผยสีหน้าลังเล “ฮ่าวหราน เรื่องนี้...ต้องใช้เงินไม่น้อย...”
ฉินฮ่าวหรานยิ้มพลางเอ่ยขัด “พี่เหอวั่ง ใช้เงินไม่มากหรอก อีกอย่าง การเรียนของเด็ก ๆ จะล่าช้าไม่ได้ ปีนี้เหวินป๋ออายุ 6 ขวบ เหวินฮั่น 4 ขวบ ส่วนจาวหย่วน 9 ขวบ ล้วนเป็นวัยเหมาะแก่การร่ำเรียนอย่างหนัก ต่อให้ภายหน้ากลับบ้านเกิด ก็ยังเรียนต่อได้ ไม่ต้องตามหลังผู้อื่นมากนัก”
ฉินหลิงกูนั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนหน้านี้นางยังยิ้มมองบุตรชายที่อยู่ในลาน พอได้ยินคำพูดนี้ รอยยิ้มก็พลันชะงักค้าง
นางมองหลี่จาวหย่วนที่วิ่งจนเหงื่อท่วมศีรษะอยู่ในลาน เด็กคนนั้นกำลังไล่ตามเหวินป๋อ พลางร้องโฮกฮาก ราวกับเด็กป่าตัวน้อย
นางเอ่ยเสียงเบาว่า “ฮ่าวหราน เรื่องของพี่เขยเจ้าก็รบกวนเจ้ามามากแล้ว เด็กคนนี้...”
“พี่หญิง” ฉินฮ่าวหรานเอ่ยขัดอีกครั้ง สีหน้าจริงจังขึ้น “คนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดจาห่างเหิน จาวหย่วนเป็นหลานชายของข้า ข้าไม่ดูแล แล้วใครจะดูแลเล่า?”
ฉินหลิงกูอ้าปาก ราวกับยังอยากพูดอะไรอีก ทว่าฉินฮ่าวหรานยกมือห้ามนางเสียก่อน
เขาหันไปมองฉินเหอวั่ง “พี่เหอวั่ง พรุ่งนี้ไปถามดูว่ามีสำนักศึกษาเอกชนดี ๆ อยู่แถวนี้หรือไม่ ต้องหาอาจารย์ที่มีความรู้และประพฤติตนเที่ยงตรง ค่าเล่าเรียนจะแพงสักหน่อยก็ไม่เป็นไร”
