สายฝนพรำในช่วงเทศกาลเช็งเม้งยังไม่จางหายไปทั้งหมด รถเทียมวัวก็พาฉินฮ่าวหรานมุ่งหน้าไปยังเมืองชิงสุ่ยอีกครั้งอย่างโคลงเคลง บนรถยังคงมีท่านลุงฉินหย่วนซานกับหัวหน้าหมู่บ้านฉินเต๋อชางเช่นเดิม เมื่อเทียบกับตอนขามา สีหน้าหนักใจของทั้งสองจางลงไปไม่น้อย
เมื่อมาถึงในเมือง รถเทียมวัวไม่ได้มุ่งตรงไปยังสำนักศึกษา หากแวะจอดหน้าร้านขายของชำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตรงปากเมืองก่อน ฉินเต๋อชางพาฉินฮ่าวหรานเข้าไปในร้าน มุ่งตรงไปยังมุมที่กองกระดาษอยู่ ที่นั่นมีกระดาษหลากหลายชนิด ตั้งแต่กระดาษเซวียนเนื้อเนียนราคาแพง ไปจนถึงกระดาษหญ้าหยาบกร้านเหลืองหม่น
ฉินเต๋อชางหยิบกระดาษหญ้าปึกหนึ่งซึ่งราคาถูกที่สุด สีหม่นเทา เนื้อกระดาษหนาบางไม่สม่ำเสมอขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ จากนั้นก็เริ่มต่อรองราคากับเจ้าของร้านอยู่นาน เขาพูดพร่ำถึงความลำบากของชาวบ้านในชนบทที่ต้องเลี้ยงดูบุตรหลานให้ได้ร่ำเรียน ทั้งยังกล่าวว่าการฝึกคัดอักษรของเด็กสิ้นเปลืองกระดาษ สุดท้ายอาศัยตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านกับความอุตสาหะตื้อไม่เลิก กดราคากระดาษหญ้าสองม้วนลงได้ถึงห้าอีแปะ
เขายัดเงินห้าอีแปะที่ประหยัดได้กลับลงถุงเงินอย่างยินดี ก่อนยื่นกระดาษหญ้าหนา ๆ สองม้วนให้ฉินฮ่าวหราน แล้วตบไหล่เด็กน้อยด้วยฝ่ามือหยาบกร้านพลางกำชับว่า “ฮ่าวหราน ลุงซื้อกระดาษให้แล้ว แม้จะเป็นชนิดต่ำที่สุด แต่ก็เป็นน้ำใจจากคนในตระกูล การฝึกคัดอักษร อาจารย์บอกแล้วว่าประหยัดไม่ได้ ต้องฝึกจนจับความรู้สึกบนกระดาษให้ได้ ใช้ให้เต็มที่ อย่าเสียดายเป็นอันขาด จงฝึกอักษรให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สมกับความรู้ที่มีอยู่ในท้องเจ้า!”
ฉินฮ่าวหรานรับกระดาษหญ้าสองม้วนมา รับรู้ถึงแรงสนับสนุนที่คนในตระกูลเก็บหอมรอมริบมอบให้ จึงพยักหน้ากล่าวว่า “ท่านปู่ทวด ท่านลุง วางใจเถิด ฮ่าวหรานรู้ว่าอะไรสำคัญ”
