ปลายเดือนเจ็ดในอู่ชาง อากาศร้อนอบอ้าวถึงขีดสุด กลางวันแสงตะวันแผดเผา พื้นถนนหินเขียวร้อนระอุ แม้แต่เสียงจักจั่นที่ร้องไม่หยุดในสำนักศึกษายังแหบแห้งเจือความกระวนกระวาย
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดของการเตรียมสอบ บ่ายวันหนึ่ง ฉินฮ่าวหรานกำลังจดจ่อพินิจบทความตัวอย่างของบัณฑิตรุ่นก่อนอยู่ในห้องพักนักศึกษา พลันได้ยินเสียงชายชราผู้เฝ้าประตูดังมาจากด้านนอกว่า “บัณฑิตฉินอยู่หรือไม่? มีคนมาหาที่หน้าสำนักศึกษา บอกว่าเป็นผู้อาวุโสในตระกูลของเจ้า”
ผู้อาวุโสในตระกูลหรือ? ฉินฮ่าวหรานใจไหววูบ วางม้วนตำราลงทันที ก่อนเดินตามชายเฝ้าประตูผ่านลานอันเงียบสงัด มุ่งไปยังประตูใหญ่ของสำนักศึกษา
มองจากไกล ๆ ก็เห็นเงาร่างคุ้นตาสองคนยืนอยู่ใต้ซุ้มประตูเก่าแก่ ทั้งคู่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากไม่หยุด ใบหน้าเผยความอ่อนล้าจากการเดินทางไกล คนทั้งสองคือฉินหย่วนซานผู้เป็นลุงใหญ่ กับฉินโส่วเย่ผู้เป็นอารองร่วมตระกูล!
“ท่านลุงใหญ่! อาโส่วเย่! พวกท่าน... มาได้อย่างไรขอรับ?” ฉินฮ่าวหรานทั้งประหลาดใจทั้งยินดี รีบก้าวเข้าไปต้อนรับ หมู่บ้านหลิวถังอยู่ห่างไกลจากที่นี่ ขุนเขาสลับสายน้ำขวางกั้น การปรากฏตัวของทั้งสองในยามนี้จึงเกินคาดจริง ๆ
เมื่อฉินหย่วนซานเห็นหลานชาย ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มซื่อตรงและปลื้มปีติ เขาก้าวเข้ามา ตบไหล่ฉินฮ่าวหรานแรง ๆ ประหนึ่งต้องการยืนยันว่าอีกฝ่ายปลอดภัยดีหรือไม่ “เด็กคนนี้พูดอะไรเช่นนั้น! การสอบระดับมณฑลเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ พวกเราจะไม่มาคอยอยู่เป็นเพื่อนได้อย่างไร? คนทางบ้านเป็นห่วงเจ้ากันทั้งนั้น!”
ฉินฮ่าวหรานกวาดตามองไปด้านหลังและรอบกายทั้งสองโดยไม่รู้ตัว ก่อนอดถามไม่ได้ว่า “ท่านอาสามอยู่ที่ใดหรือ? เหตุใดจึงไม่ได้มาด้วยกัน?”
สิ้นคำ รอยยิ้มบนใบหน้าฉินหย่วนซานก็ชะงักไปชั่วขณะ แววตาวูบไหว พูดติดขัดคล้ายไม่รู้จะตอบอย่างไร “เอ่อ... ท่านอาสาม... เขา...”
