ฉินฮ่าวหรานฟังจบก็ยกจอกสุราขึ้นเช่นกัน “พี่ซีถิง คำพูดนี้ของท่าน ข้าไม่ชอบฟังเลย ขอเพียงสอบได้ก็เป็นจิ้นซื่อ ไม่แบ่งก่อนหลัง ท่านเข้าสอบมาถึงยี่สิบปี อดทนมาถึงยี่สิบปี ความทรหดอดทนและความมุ่งมั่นนี้ น่าเคารพยิ่งกว่าคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างข้าเสียอีก มา ข้าขอดื่มให้ท่าน!”
“จิ่งสิง ปากของเจ้านี่ยังเหมือนเมื่อครั้งก่อน ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครเลย”
ฉินฮ่าวหรานยกจอกขึ้นพลางกล่าวเสียงดัง “ดื่ม!”
ทั้งสองดื่มรวดเดียวจนหมดจอก
เมื่อดื่มจนได้ที่ ฉินฮ่าวหรานพลันลุกขึ้น หยิบตะเกียบไม้ไผ่บนโต๊ะมาเคาะขอบชามดัง “กริ๊ง ๆ กัง ๆ” อยู่หลายครั้ง
เสียงใสกังวานพลันดังขึ้น ผู้คนทั้งห้องเงียบลงพร้อมกัน ต่างหันมองเขาเป็นตาเดียว ไม่รู้ว่าฉินฮ่าวหรานคิดจะทำสิ่งใด
ฉินฮ่าวหรานกระแอมเบา ๆ ใบหน้าแต้มสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์สุรา ก่อนจะเปิดเสียงร้องเพลงขึ้นมา
ทำนองนั้นเป็นเพลงพื้นบ้านจากแคว้นฉู่ เขาขับร้องออกมาอย่างลื่นไหล เต็มไปด้วยความขบขัน
“เมื่อมีเรื่องมงคล คนย่อมเบิกบาน คิ้วตาเริงร่า ลมปราณผึ่งผาย
ประกาศทองการสอบหน้าพระที่นั่งแขวนสูงเด่น นามข้าปรากฏในราชสำนัก!
เรื่องนี้ช่างเหลวไหลนัก คงเป็นเพราะเจ้าหน้าที่คุมสอบดื่มน้ำแกงลืมวิญญาณของเมิ่งผัวเข้าไป
นี่ต่างหากคือคราวโชคชะตามาถึง ต่อให้ไท่ซานก็ขวางมิอยู่ ในใจข้ายามนี้ราวกับได้กินมันปูชิ้นโต
เจ้ากับข้าต่างมีชื่อบนประกาศทอง นับแต่นี้เราสองจะไปมาหาสู่กัน มีเรื่องใดก็หารือกันได้
ข้ายกสุรามาหนึ่งไห ฆ่าแกะหนึ่งตัว มาดื่มกันให้เต็มที่!”
ร้องถึงท่อนสุดท้าย ฉินฮ่าวหรานกลับกลั้นไว้ไม่อยู่เสียก่อน หลุดหัวเราะพรืดออกมา
