เสียงเหรียญทองแดงกระทบกันใสกังวาน ดึงดูดความสนใจของเด็กทั้งสามคนในทันที
ทั้งสามรีบเข้ามาล้อม เด็กชายคนโตมีปฏิกิริยาไวที่สุด เขาเผยรอยยิ้มประจบ มือถูเสื้อที่อกไปมา “นายท่านโปรดเมตตา ให้เงินเพิ่มอีกสักหน่อยเถิด ข้าหิว...”
ฉินฮ่าวหรานยกมือขึ้น ห้ามมิให้เขาพูดต่อ
เขาจงใจเลียนสำเนียงชาวใต้บางส่วนที่ได้ยินมาตลอดหลายเดือนในสำนักศึกษาหลวง ผสมสำเนียงซูโจวที่ยังฟังแข็งกระด้าง เลียนได้คล้ายคลึงอยู่เจ็ดแปดส่วน เพียงพอจะกลบสำเนียงบ้านเกิดเดิมได้ “มีงานอย่างหนึ่ง ไม่ต้องลักขโมยหรือปล้นชิง เพียงช่วยส่งข่าวไม่กี่คำ จะทำหรือไม่?”
เด็กทั้งสามชะงักไป ต่างมองหน้ากัน แววระแวดระวังและสงสัยวาบผ่านดวงตา
เด็กคนเล็กสุดตัวสั่น เสียงเบาหวิว “ขะ...ข่าวอะไรหรือ?”
ฉินฮ่าวหรานไม่ตอบ เขาล้วงเหรียญทองแดงออกมาอีกกำมือ ราวยี่สิบถึงสามสิบเหรียญ ชั่งน้ำหนักในฝ่ามือ เสียงโลหะกระทบกันไพเราะกังวานเป็นพิเศษท่ามกลางลมหนาว “ง่ายมาก ไปยังที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ในกลุ่มคนที่มาจุดธูป บอกข่าวไม่กี่คำให้คนจุดธูปคนอื่นฟัง”
เด็กชายคนโตกะพริบตา “แค่ส่งข่าวหรือ? ข่าวอะไร?”
ฉินฮ่าวหรานกดเสียงต่ำ แล้วท่องคำคล้องจองที่ไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วว่า
“ในอำเภอซ่างหยวนมีร้านนายหน้า ร้านซุ่นฟาเถ้าแก่แซ่เตียว
ให้เช่าห้องมุ่งฟันคนนอกเมือง เรียกราคาสูงลิบฟ้า
เงินกู้ดอกทบต้น บีบคั้นคนยากให้สิ้นใจ
สมคบเสมียนชั่วในที่ว่าการอำเภอ หลอกผู้คนมากมาย หนีโทษไม่พ้น!”
คำคล้องจองเช่นนี้จดจำง่ายและบอกต่อกันได้สะดวก
เมื่อเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องดีอะไร เด็กชายคนโตก็เลียริมฝีปากแห้งแตก จ้องเหรียญทองแดงในมือฉินฮ่าวหราน “ต้องเพิ่มเงินให้พวกข้า พวกข้าถึงจะไปบอกคนอื่น...”
