กลับถึงห้องหนังสือ เขาจุดตะเกียงบนโต๊ะทำงาน
นั่งลงแล้วคลี่กระดาษจดหมายออก เขียนว่า
“ถึงเฉิงป๋อหลานรัก:
วันที่ยี่สิบเดือนสิบสอง ได้รับจดหมายจากเจ้า ข้าอ่านซ้ำหลายรอบแล้วรู้สึกยินดีปลาบปลื้มยิ่งนัก เจ้ายังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่สอบผ่านรวดเดียวทั้งสามสนาม ได้แก่ การสอบระดับอำเภอ ระดับเมือง และระดับสำนักศึกษา ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตแห่งสำนักศึกษา ทั้งยังได้เข้าเรียนในสำนักบัณฑิตแล้ว นับว่าไม่เสียแรงที่ทุ่มเทร่ำเรียนมา ทั้งไม่ทำให้ความคาดหวังของครอบครัวต้องสูญเปล่า
ในจดหมาย เจ้ายกการศึกษาในวัยเยาว์ของข้าเป็นแบบอย่าง อ่านแล้วข้ารู้สึกละอายใจ เส้นทางสู่ชื่อเสียงและตำแหน่งนั้นยากลำบากทุกย่างก้าว ครั้งนั้นข้าได้ตำแหน่งมาอย่างโชคดี จะมีสิ่งใดควรค่าให้อิจฉาเล่า? บัดนี้เจ้าเพิ่งสอบได้ซิ่วไฉ นี่เป็นเพียงขั้นแรกของการสอบคัดเลือกขุนนาง เบื้องหน้ายังมีการสอบระดับมณฑล การสอบระดับเมืองหลวง และการสอบหน้าพระที่นั่ง ด่านหนึ่งยากยิ่งกว่าอีกด่าน
จงจำไว้ว่า เมื่อได้ใจอย่าลืมยามผิดหวัง ยามราบรื่นจงระลึกถึงความยากลำบากอยู่เสมอ จึงจะก้าวเดินได้มั่นคงและไปได้ไกล
เจ้าอยากไปศึกษาที่สำนักศึกษาฉู่เสียน ทั้งยังได้รับหนังสือแนะนำจากใต้เท้าเจ้าเมืองหลี่ เรื่องนี้นับว่าดียิ่ง สำนักศึกษาแห่งนี้มีชื่อเสียง อาจารย์ล้วนแตกฉาน เพื่อนร่วมสำนักก็ล้วนเป็นคนมีคุณธรรม
หลายปีก่อนข้าก็เคยศึกษาที่นี่ จึงรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้เงียบสงบ เหมาะแก่การตั้งใจร่ำเรียนที่สุด
มีเพียงข้อหนึ่งที่ต้องจำไว้ สำนักศึกษาให้ความสำคัญกับการมีวินัยในตนเอง ไม่เหมือนสำนักศึกษาในอำเภอที่มีขุนนางคอยควบคุม การเรียนทั้งเช้าเย็นล้วนขึ้นอยู่กับความพากเพียรของตน แม้อยู่ในที่ไร้ผู้คน ก็จงประพฤติเสมือนมีผู้คนอยู่ด้วย นี่คือรากฐานของการศึกษา
นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ข้าขอกำชับเจ้าไว้สามประการ ประการแรก จงทะนุถนอมร่างกาย ฤดูหนาวปลายปีอากาศหนาวเย็น อย่าโหมอ่านหนังสือจนดึกจนทำร้ายสุขภาพ ประการที่สอง จงรักษาตน เลือกคบมิตรที่ซื่อตรง ห่างไกลจากคนเหลาะแหละและประพฤติเสเพล ประการที่สาม จงบ่มเพาะจิตใจ การอ่านหนังสือไม่จำเป็นต้องเร่งอ่านให้มาก ขอเพียงซึมซับและศึกษาให้ลึกซึ้ง
