รถเทียมวัวแล่นเข้าสู่ตัวเมืองอำเภอจิ่งหลิงอันคุ้นเคย เมื่อเทียบกับความรุ่งเรืองของเมืองเหมียนหยาง ที่นี่กลับให้ความรู้สึกใกล้ชิดและสงบสุขยิ่งกว่า
ตามธรรมเนียมของบัณฑิตในยุคนี้ เมื่อสอบได้ชื่อเสียงเกียรติยศกลับมาแล้ว จะต้องเข้าเยี่ยมคารวะขุนนางผู้ปกครองท้องที่เป็นอันดับแรก
หลังจัดแจงรถเทียมวัวและสัมภาระไว้ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองอำเภอเรียบร้อยแล้ว ฉินฮ่าวหรานก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อหลานซานภายในห้อง จากนั้นนำของกำนัลเรียบง่ายที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา ทั้งขนมกุ้ยฮวาถังเกาและขนมอี้โข่วซูอย่างละสองกล่อง ซึ่งตั้งใจนำกลับมาจากเมือง รวมถึงกระดาษเซวียนชั้นดีหนึ่งปึก เขาใช้แพรแดงผูกของทั้งหมดไว้อย่างประณีต ดูสุภาพพอเหมาะโดยไม่หรูหราจนเกินไป แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอ
ยามนี้ใกล้ถึงเวลาเลิกว่าราชการแล้ว หน้าประตูมีเพียงมือปราบสองนายเฝ้าอยู่ ครั้นเห็นเสื้อหลานซานของซิ่วไฉบนกายฉินฮ่าวหรานที่สะดุดตา โดยเฉพาะมือปราบวัยกลางคนที่สายตาเฉียบคมกว่าใคร จำได้ทันทีว่าเขาคือ “เทพกุมารน้อย” ฉินฮ่าวหรานผู้เลื่องชื่อของอำเภอ ท่าทีของทั้งสองก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มกระตือรือร้น
คนที่คลุกคลีอยู่ในระดับล่างอย่างพวกเขาย่อมรู้ดีที่สุดว่า ซิ่วไฉวัยสิบขวบมีความสำคัญเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นบุคคลที่ขุนนางผู้ปกครองท้องที่ให้ความโปรดปรานเป็นพิเศษอีกด้วย
มือปราบผู้เป็นหัวหน้าก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ประสานมือถามว่า “ที่แท้คือคุณชายฉิน! ท่านมาที่นี่เพื่อ...”
ฉินฮ่าวหรานหยุดฝีเท้า ประสานมือคำนับตอบอย่างสุขุม “รบกวนท่านมือปราบช่วยไปเรียนเชิญนายอำเภอด้วย บอกว่าศิษย์ฉินฮ่าวหรานกลับจากเมืองแล้ว จึงมาเยี่ยมคารวะท่านเพื่อขอบคุณในพระคุณที่เคยชี้แนะและเกื้อหนุน”
มือปราบรับคำติด ๆ กัน “คุณชายฉินเกรงใจเกินไปแล้ว โปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะไปเรียนรายงานเดี๋ยวนี้ หากนายอำเภอรู้ว่าท่านมา ย่อมยินดีเป็นแน่” กล่าวจบก็หมุนตัวเดินฉับ ๆ เข้าไปในที่ว่าการ
