“ฝ่าบาท เชือกผูกผมสีแดงเส้นนี้ ชาวบ้านบนเขาพบตอนจัดเก็บข้าวของที่ชายผู้นั้นทิ้งไว้ขอรับ
พวกเขาบอกว่า ปกติชายผู้นั้นหวงแหนเชือกผูกผมเส้นนี้ยิ่งนัก คิดว่าหากเด็กชายยังมีชีวิตอยู่และกลับไปได้
ก็จะมอบเชือกผูกผมเส้นนี้ให้เขา เมื่อชาวบ้านทราบว่าพวกเรามาสืบถามเรื่องชายผู้นั้น จึงมอบเชือกผูกผมเส้นนี้ให้กระหม่อมขอรับ!”
เจี่ยงหวนคล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงล้วงเชือกเส้นหนึ่งออกจากอกเสื้ออย่างเร่งร้อน เชือกนั้นสีซีดจาง ผูกเป็นปม ทั้งยังสึกจนขึ้นขุย
จูหยวนจางรับมาอย่างระมัดระวัง เชือกเส้นนี้ดูอย่างไรก็เป็นของที่ใช้มัดผม หรือว่านี่จะเป็นของที่น้องหญิงเคยใช้เมื่อตอนยังเยาว์วัย?
ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็นของที่พ่อตาทิ้งไว้ จูหยวนจางไม่กล้าประมาท จึงเก็บไว้แนบกาย
“เจี่ยงหวน คราวนี้เจ้าทำงานได้ดี เราจำความดีความชอบของเจ้าไว้แล้ว บัดนี้จงไปตำหนักคุนหนิงกับเรา
เล่าเรื่องทั้งหมดที่เจ้าสืบพบให้ละเอียดไม่ตกหล่น แก่น้องหญิงของเรา นางเฝ้ารอฟังข่าวจากเจ้าอยู่ตลอด!”
จูหยวนจางเอ่ยปากให้ความหวังแก่เจี่ยงหวนไปตามเรื่อง แต่ไม่ได้แสดงสิ่งตอบแทนที่เป็นรูปธรรมแม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อได้ฟังคำของจูหยวนจาง เจี่ยงหวนกลับตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ บางทีคงมีเพียงหม่าเหลียงกระมังที่ไม่หลงเชื่อคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ของจูหยวนจาง........
จูหยวนจางพาเจี่ยงหวนไปยังตำหนักคุนหนิง ระหว่างทางยังส่งคนไปยังตำหนักเหวินหัวในวังบูรพา เพื่อเชิญองค์รัชทายาทจูเปียวมาด้วย
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่เพียงสำหรับน้องหญิงของเขา แต่ยังสำคัญต่อตัวเขาและเปียวเอ๋อร์ด้วย
