ซูอู๋ซินยกมือขึ้น บีบแก้มของฮวาหลีไว้
ฝ่ามือของชายหนุ่มกว้างใหญ่ นิ้วโป้งกับนิ้วกลางหนีบเนื้อนุ่มตรงแก้มทั้งสองข้างของหญิงสาว ส่วนง่ามนิ้วกดลงบนปลายคาง บังคับให้นางเงยหน้าขึ้น
แสงจันทร์ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไผ่หนาทึบ โปรยปรายลงบนร่างของทั้งสองเป็นหย่อม ๆ
ใบหน้าที่เงยขึ้นของฮวาหลีอาบไล้ด้วยแสงจันทร์จาง ๆ ขนตาและปลายจมูกต่างมีประกายสีเงินบางเบา แม้แต่ริมฝีปากที่เปล่งประกายนุ่มนวลก็ยังเห็นได้ชัด
สายน้ำในลำธารท่วมถึงเอว ความเย็นทำให้ผิวหนังสั่นสะท้านเล็กน้อย
ทว่าความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มกลับร้อนระอุอย่างน่าตกใจ
“เจ้าล่อลวงเขาแบบนี้เองหรือ?” เขาก้มตามองนาง น้ำเสียงกดต่ำ แผ่วเบา จนฟังไม่ออกว่ากำลังรู้สึกเช่นไร
ฮวาหลีขยิบตา ดวงตาคู่นั้นพราวระยับชุ่มฉ่ำ เผยสีหน้าสับสนและไร้เดียงสา “ท่านพี่พูดเรื่องอะไรหรือ? ข้าไม่เข้าใจ”
ซูอู๋ซินไม่ตอบ
เขาจ้องนางเงียบ ๆ แววตาค่อย ๆ มืดครึ้มลงทีละน้อย
สายตาของเขาเลื่อนจากปลายคิ้วที่เชิดขึ้นน้อย ๆ ของนาง ลงมายังดวงตาคู่งามที่ฉ่ำหวาน แล้วหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มนุ่ม
ทันใดนั้น เขาก็ก้มหน้าลง
จุมพิตของอู๋ซินแตกต่างจากของซูย่างอย่างสิ้นเชิง
จุมพิตของซูย่างอ่อนโยนและค่อยเป็นค่อยไป คล้ายกำลังหยั่งเชิง แตะต้องเพียงชั่วครู่ก็ผละออก ลิ้มรสเพียงน้อยนิด ทุกอณูล้วนเปี่ยมด้วยความทะนุถนอมอ่อนโยน ราวกับสายฝนบางเบาในคืนวสันต์ที่เกรงว่าจะรบกวนนาง
ส่วนจุมพิตของอู๋ซินกลับเป็นการช่วงชิง เป็นการยึดครอง ดั่งผืนดินที่แห้งแล้งมานานได้รับสายฝนชุ่มฉ่ำเสียที เป็นการระบายความอัดอั้นที่เก็บกดมานาน เมื่อเขื่อนพังทลายลงแล้วก็ไม่อาจหยุดยั้งได้อีก
