ลู่หมิงอวี่และซูชิงหานนำเรื่องที่เกาหยุนฮั่นพูดถึงสัญชาตญาณไปบอกมู่เฟิงหัว
มู่เฟิงหัวเลิกคิ้วเล็กน้อย เกิดความสนใจขึ้นมา พลางกล่าวว่า "ยังไม่แน่ใจ ต้องคอยสังเกตดูต่อไป"
"คนเรามีประสาทสัมผัสทั้งห้า ส่วนสัญชาตญาณที่หกนี่มันเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้" ลู่หมิงอวี่ลูบคางพลางพึมพำ "แต่ถ้าเฟิงหัวบอกว่ามี ข้าก็เชื่อว่าต้องมีแน่"
มู่เฟิงหัวกล่าวว่า "สัญชาตญาณที่หกนี่ บางครั้งใช้หลีกหนีภัยหรือแสวงโชคยังดีกว่าการทำนายเสียอีก บางคนเกิดมาก็มีสัญชาตญาณเหนือคนธรรมดา"
ซูชิงหานก็ลูบคางของตนแล้วถามว่า "อย่างตอนที่ข้ารู้สึกว่าอาจารย์จะตีข้า ข้าเลยหลบซ่อนตัวไว้ก่อน แบบนี้ถือเป็นสัญชาตญาณของข้าไหม"
มู่เฟิงหัว "…"
ลู่หมิงอวี่ทำหน้านิ่งขรึมพลางถกเถียง "แบบนั้นไม่นับกระมัง ตอนพ่อข้าจะตี ข้าก็รู้ตัวแล้วหลบก่อนเหมือนกัน แต่นั่นเพราะเราทำผิด แล้วรู้ว่าต้องโดนตีแน่ ๆ ก็เลยหลบก่อน มันไม่เกี่ยวกับสัญชาตญาณที่หกสักหน่อย"
มู่เฟิงหัว "…วิเคราะห์ได้ดีมาก คราวหลังอย่าเอามาวิเคราะห์แบบนี้อีก"
เหมือนคนโง่สองคนชัด ๆ ถ้าข่าวว่าเพื่อนนางเป็นแบบนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของนางคงได้รับความเสียหายอีกเป็นแน่
ลู่หมิงอวี่หันมามองมู่เฟิงหัว แล้วถามด้วยความถ่อมตน "ถ้าอย่างนั้นสัญชาตญาณที่หกนี้แสดงออกมาอย่างไรกันแน่"
"รอดูเถิด ถ้าหากเกาหยุนฮั่นเป็นคนเช่นนั้น พวกเจ้าก็จะได้สัมผัสด้วยตนเอง เรื่องนี้เอ่ยปากบอกเล่าย่อมสู้การรับรู้ด้วยตนเองไม่ได้" มู่เฟิงหัวกล่าวพลางโบกมือ ไม่อยากสนใจคนโง่ทั้งสองอีก ลุกขึ้นเดินเข้าไปยังห้องด้านใน เพื่อรักษาเกาหยุนหลิ่วต่อ
