เกาหยุนหลิ่วทะยานตัวขึ้นหวังโจมตีจากด้านบน แต่ไม่นานนางก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่า ไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลย
เพราะปราณกระบี่ของมู่เฟิงหัวและมู่หานเฟิงในชั่วขณะนั้นกลับมีรูปลักษณ์จับต้องได้!
ปราณกระบี่ของทั้งคู่สานทับกันในอากาศ ดุจร่างแหขนาดยักษ์ที่ครอบขงเหลียงจวิ้นไว้ ไม่ให้เขาหลุดรอด และไม่ให้ผู้ใดเข้าไปได้
ภาพที่เห็นนี้ แสดงถึงความเข้าใจที่ตรงกัน เข้าขั้นสมบูรณ์แบบ
เกาหยุนหลิ่วพลิกตัวกลางอากาศ ก่อนร่อนลงอย่างมั่นคงข้างเกาหยุนฮั่น รูม่านตาหดแคบ จ้องมองการต่อสู้ระหว่างสองพี่น้องมู่เฟิงหัวกับขงเหลียงจวิ้น
นางเห็นปราณกระบี่ของมู่หานเฟิงที่เปี่ยมเจตสังหารและพลังทำลายล้างน่าสะพรึง ก็ใจสั่นสะท้าน ฝีมือของมู่หานเฟิงอยู่ระดับไหนกันแน่?
ที่ยิ่งทำให้นางหวาดหวั่นคือ ปราณกระบี่ของมู่เฟิงหัวไม่ด้อยไปกว่าของมู่หานเฟิง ไม่สิ อาจจะเหนือกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ!
เกิดอะไรขึ้น?
ข้อมูลที่กองรางวัลและลงทัณฑ์ได้รับคือ มู่หานเฟิงเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ส่วนมู่เฟิงหัวเป็นหมอเซียนที่เปราะบาง สองพี่น้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา น้องชายที่เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่จึงเป็นเหมือนผู้พิทักษ์ของพี่สาวหมอเซียน ทั้งคู่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
แต่ผลกลับกลายเป็นว่า มู่เฟิงหัว หมอเซียนคนนี้ ดูจะแข็งแกร่งกว่าน้องชายผู้บำเพ็ญกระบี่เสียอีก
ขงเหลียงจวิ้นรู้สึกเพียงว่าอากาศรอบกายพลันแข็งตัว แรงกดดันไร้รูปประหนึ่งกระแสน้ำเชี่ยวกรากจากทุกทิศทุกทาง เขาพร้อมใจถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าสองขาราวกับถูกโลหะพิเศษพันปีหลอมตรึงไว้ ไม่ขยับเขยื้อน เหงื่อเย็นหยดจากขมับ อาบใบหน้าซีดเซียวเป็นรอยชัดเจน
"แค่แก่นทองต้อยต่ำยังอาจหาญ!"
เขายิ้มเหี้ยมกัดปลายลิ้น กระอักโลหิตปราณใส่กระบี่กระดูก กระบี่นอกรีตที่หลอมจากศพของผู้บำเพ็ญนับร้อยพลันเปล่งแสงแดงชั่วร้าย บนตัวกระบี่ปรากฏใบหน้าบิดเบี้ยวนับไม่ถ้วน
