มู่อีหลานตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว นางกลับไปที่ลานเล็ก ๆ เดิมของตน หาสร้อยข้อมือเก็บของที่ซ่อนไว้ เจอขวดโอสถ ซ่อนไว้กินรักษาแผล
มู่เฟิงหัวดูแล้ว แน่ใจว่า สร้อยข้อมือเก็บของนี้ ดีกว่า ถุงเก็บของชั้นต่ำของไอ้พ่อสารเลวนั่นมาก
ขวดกระเบื้องใส่ยันต์ โอสถ ยังสลัก ตราผนึกจิ๋วอีก เพื่อเก็บฤทธิ์ยาไว้ได้นาน ยาเม็ดนั้น ยิ่งกว่านั้น มันคือ โอสถชั้นยอด มีลายปราณด้วย
นี่ ใช่สิ่งของที่ ผู้บำเพ็ญธรรมดาคนหนึ่ง จะพึงมีได้!
กินโอสถลงไปแล้ว มู่อีหลานลูบคลำสร้อยข้อมือเก็บของบนข้อมือตน ใบหน้าเผยยิ้มอาดูรแดนตน แล้วบ่นกับตัวเองเบา ๆ ว่า “ท่านพ่อ ท่านพี่... ข้าโง่นัก... ทำไมไม่ฟังคำพวกท่าน... ข้าทำให้สกุลมู่ของเราอับอาย...”
โอสถกินลงไปแล้ว มู่เฟิงหัวรู้สึกได้อย่างชัดเจน มีวังวนพลังร้อนห่อหุ้มตนและน้องชายไว้ น้องชายยืดเส้นยืดสายอย่างสบาย แล้วก็หลับสนิทไป ส่วนมู่เฟิงหัวก็รู้สึกทั่วร่างโล่งสบายเช่นกัน
มู่เฟิงหัวฟังคำพูดพวกนี้ สัมผัสถึงฤทธิ์โอสถอันน่าอัศจรรย์ ก็คาดเดาว่า ฐานะของมารดาคงไม่ธรรมดา ส่วนไอ้พ่อสารเลวนั่นคงไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของมารดา เหตุใดมารดาจึงปิดบังฐานะตัวเองจากมัน? แล้วมาอยู่กินกับมันได้อย่างไรกัน? ล้วนเป็นปริศนา
แต่ตอนนี้นางจนใจจะคิดเรื่องพวกนี้ เพราะตอนนี้นางทั้งร่างขี้เกียจนัก สบายเหลือเกิน ชั่วอึดใจต่อมาก็หลับสนิทเช่นกัน
วันเวลาต่อจากนี้ มู่อีหลานเริ่มชีวิตตั้งครรภ์ ส่วนมู่เฟิงหัว ทุกวัน สิ่งที่ทำคือดูดซับปราณวิญญาณในครรภ์มารดา พยายามฝึกฝนเพียรบำเพ็ญ กับตี้น้อง
มู่เฟิงหัวดูออกตั้งนานแล้ว ว่าไอ้น้องหมีตัวนี้ มันสันดานเอาแต่ใจ อะไรก็จะแย่ง อะไรก็จะชิง ในครรภ์มารดาก็จะแย่งท่านั่งสบาย ๆ แย่งปราณวิญญาณ แย่งพลังชีวิตของนาง
แต่ ทุกอย่างนี้ต่างถูก มู่เฟิงหัวใช้กำปั้นเหล็กแห่งรักแก้ไขเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้น้องชายรู้จักกาลเทศะยิ่งนัก ทุกวันหงอ蜷อยู่ข้าง ๆ อย่างว่านอนสอนง่าย บางครั้งจะเข้าหาประจบนาง พี่สาว เผื่อว่านางจะแบ่งปราณวิญญาณให้บ้าง
พร้อมกับที่มู่เฟิงหัวร่ายวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญที่นางสร้างขึ้นในชาติก่อน ความเร็วในการดูดซับปราณวิญญาณของนางก็เร็วขึ้น
นางร้อนรนอยากเพิ่มพลังความสามารถให้เร็วขึ้นถึงเพียงนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องตนและปกป้องมารดาเท่านั้น ยังมีสาเหตุที่สำคัญยิ่งกว่าอีกด้วย
ชาติก่อนของนางนั้น เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาสร้างมิติที่ทั้งสูงส่งและล้ำลึกที่สุด อดทนต่อความเจ็บปวดที่คนธรรมดาทนไม่ไหว ใช้อาทานวิเศษของตนเชื่อมต่อและหลอมรวมมิติหนึ่งได้ มิตินี้ มีสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อนางดำรงอยู่
โลกในชาติก่อนปราณวิญญาณเหือดแห้ง ผู้ฝึกฝนเซียนที่เหลือ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรสุดท้าย ฆ่าฟันกันเอง วุ่นวายถึงขีดสุด แถมยังมีผู้บำเพ็ญไม่น้อย ใช้วิชาชั่วร้ายยื้อแย่งชิงพลังชีวิตผู้อื่นมาฝึกฝนเพียรบำเพ็ญตน ความเลวร้ายของมนุษย์ขยายไร้ขีดจำกัด
ท่ามกลางหนทางแห่งความวุ่นวายและดับสูญนี้ มู่เฟิงหัวและเหล่าสัตว์เลี้ยงวิญญาณของนางยังคงรักษาเจตนาเดิม ดำเนินวิถีแห่งตนต่อไป แต่ภายหลัง สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งหมดของนางระดับฝึกฝนเพียรบำเพ็ญต่างลดลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นรักษาร่างมนุษย์ก็ไม่ไหวแล้ว พวกมันส่งปราณวิญญาณของพวกมันให้แก่มู่เฟิงหัวทั้งหมด หวังแย่งชิงโอกาสสุดท้ายให้แก่นาง
มู่เฟิงหัวจึงได้แต่ เอาสัตว์เลี้ยงวิญญาณของตนทั้งหมดเก็บเข้าไปยังชั้นลึกสุดของมิติที่เปิดไว้ในอาทานวิเศษของนางก่อนหน้านี้ ยังใช้เคล็ดผนึกชนิดพิเศษ ทำให้พวกมันหลับสนิท เพื่อหวังภายหลังหาทรัพยากรได้แล้วค่อยปลุกพวกมันให้ฟื้นขึ้นมา ตอนนั้น สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งหมดล้วนต่าง ไม่ได้ปักใจเชื่ออะไรกับสิ่งนี้เลย พากันบอกลามู่เฟิงหัวเป็นครั้งสุดท้าย
แล้ว ต่อมา มู่เฟิงหัวก็ตระเตรียมทุ่มสุดกำลังสุดท้าย พยายามจะทะยานขึ้นสู่สวรรค์ แต่ก่อนหน้านี้ กลับพบว่า ผู้บำเพ็ญ ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ในโลกผู้ฝึกฝนเซียนนั้น เตรียมการจะสละ สังเวย มนุษย์ธรรมดาทั้งหมดในโลกมนุษย์ หมายจะใช้วิชาชั่วร้ายฝึกฝนเพียรบำเพ็ญต่อไป มู่เฟิงหัวโกรธเกรี้ยวดั่งไฟสุมอก หากต้องใช้วิธีเช่นนี้ ในการฝึกฝนเพียรบำเพ็ญ โลกผู้ฝึกฝนเซียนที่เสื่อมโทรม นี้ ก็ผู้ดับสูญไปเสียยังจะดีกว่า!
มู่เฟิงหัวยอมตายไปพร้อมกับ ผู้บำเพ็ญที่เหลือ ช่วยเหลือ เหล่ามนุษย์ในโลกมนุษย์ไว้ ลืมตามองอีกที นางก็เกิดใหม่ มาในโลกที่ปราณวิญญาณท่วมท้นนี้แล้ว
ดังนั้น ครั้งนางรู้ตัวว่า โลกภายนอก มีปราณวิญญาณอุดมเหลือเฟือเช่นนั้น จึงได้ทั้งยินดีปรีดา และตื่นเต้นถึงเพียงนั้น มีนัยว่า ในที่สุดนางก็สามารถจะปลุก สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งหลาย ที่ไม่เคยปิดบังซ่อนเร้นต่อกันและกัน และยังเคยร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน ผู้ซึ่งนางนับถือเป็นครอบครัวของนาง ให้ฟื้นคืนมาได้แล้ว
มู่เฟิงหัวสัมผัสรับรู้ถึงสภาพภายในมิติอาทานวิเศษสัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งหลายยังคงหลับใหลอยู่ จะปลุกพวกมันให้ฟื้น จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องคลายผนึกเสียก่อน และในตอนนี้นาง ยังคงทำไม่ได้ ดังนั้น ต้องขยันฝึกฝนเพียรบำเพ็ญ!
มู่อีหลานที่มีต่อลูกในครรภ์ ที่ทุกวันนี้ มัน จะดูดซับปราณวิญญาณฝึกฝนเพียรบำเพ็ญด้วยตัวของมันเอง เช่นนั้น ก็ทั้งประหลาดใจและดีใจ นางเดาได้ตั้งนานแล้ว ว่าตอนนั้นถูกโจวซิ่นหรานตามล่า แต่แล้วก็รอดพ้นมาได้ ก็เพราะ ลูกในครรภ์ นี่เอง ตอนนี้ยิ่งแน่ใจเข้าไปใหญ่ ว่าลูกในครรภ์ของตน คงจะ เป็นผู้วิเศษ ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
มู่อีหลานไม่ได้ออกไปจากเรือนเล็กในป่าลึกนี้ แต่อยู่ที่นี่ต่อเช่นนั้น อาศัยเลี้ยงครรภ์ ที่แรกเลือกมาอยู่สันโดษที่นี่ ก็เพราะที่นี่สิ่งแวดล้อมสละสลวยงดงาม ปราณวิญญาณชุม สมบูรณ์ และยัง ห่างไกลผู้คน ด้วย
วันแล้ววันเล่าผ่านไป มู่เฟิงหัวในครรภ์มารดา นอกจากฝึกฝนเพียรบำเพ็ญ ก็ยังพยายาม ขะมักเขม้นดูดซับสารอาหารที่มารดามอบให้ด้วย ถึงกระนั้นก็ตามที เมื่อใกล้คลอดออกมา รูปร่างของนางก็ยัง เล็กกว่า ไอ้น้องหมีอยู่เป็นกอง
วันนั้น มู่อีหลานรู้สึกว่าน้ำคล่ำแตก รู้ว่าใกล้ที่ลูกจะเกิดมาแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับคลอดนั้น นางเตรียมไว้พร้อมตั้งนานแล้ว และ เตรียมใจสำหรับการคลอดยากด้วยตนเองไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ผลปรากฏ พอนางเตรียมน้ำร้อนไว้พร้อม เรียบร้อย เพิ่งนอนลงได้ไม่ครู่เดียว ลูกคนแรกก็ออกมาแล้ว!
ลื่นปรื๊ด ชนิดที่มู่อีหลานเองยัง แทบไม่อยากจะเชื่อ การคลอดลูกช่างราบรื่นปานนี้ เป็นไปได้จริงรึ?
มู่เฟิงหัวแน่นอน ว่าต้องเป็นคนแรกที่ออกมา ก่อนออกมานั้น นางยังใช้ตีนหนีบ หัวของไอ้น้องหมี บีบบังคับให้มันรีบออกมาเร็ว ๆ จะทำมารดาให้ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ได้เป็นอันขาด
น้อง ก็ว่านอนสอนง่าย รีบตามติต ๆ ของพี่สาวออกมาเกิดโดยดี
ครู่หนึ่ง มู่อีหลานมองดูลูกแฝดหญิงชาย ที่ตนเพิ่งคลอดออกมา หัวใจอ่อนยวบจนแทบจะละลาย
นี่...ก็คือ...ลูก ที่มีสายเลือดเดียวกันกับนาง นี่คือสมบัติล้ำค่าของนาง
แล้วมู่อีหลานก็พบว่า โดยเร็ว พี่สาวที่ออกมาก่อน มีรูปร่าง เล็กกว่า น้องชายที่ออกมาทีหลัง มาก ในใจนางก็ อดเสียดายมิได้ ถ้าออกมาก่อน เป็นเด็กผู้ชาย ก็คงจะดี พี่ชายก็จะ ปกป้อง น้องสาวที่อ่อนแอกว่าได้แล้ว
มู่อีหลานหอมแก้มเด็กทั้งสองด้วยความรักเอ็นดู ตั้งชื่อให้เด็กทั้งสอง ใช้นามสกุลนาง เด็กหญิงชื่อว่า มู่เฟิงหัว เด็กชายชื่อว่า มู่หานเฟิง
มู่เฟิงหัวได้ฟังชื่อนี้ที่ เหมือนกับชื่อของนาง แต่เดิม ก็ ตะลึงไปชั่วขณะ
บางที การได้เกิดใหม่มาเป็นลูกของมู่อีหลาน คือ วาสนาระหว่างนางกับมารดา
เช่นนั้นแล้ว นางก็จะทะนุถนอมวาสนานี้เป็นอย่างดี
-----------------------------
น้องชาย พอคลอดออกมาก็ ร้องไห้แง้ว ๆ อยู่ที่ตรงนั้น เสียงร้องนั้น ก็ทำเอามู่เฟิงหัวหูแทบระเบิด
ก็ยังอยากตี้น้องอยู่ เนี่ย จริง ๆ นะ
กำปั้นน้อย ๆ ของมู่เฟิงหัวนั้น กำแน่น ตอนนี้เอง ที่มู่อีหลานอุ้มนางขึ้นมา ให้นางกินนม
ตอนกินนมนั้น มู่เฟิงหัวในใจนั้นต่อต้านยิ่งนัก แต่ร่างกายน่ะ ซื่อสัตย์
จุ๊บ ๆ ๆ…
มู่เฟิงหัวหลับตาลง สัญชาตญาณของร่างกายทำเอานาง กิน รวดเร็ว รีบเร่ง และอร่อย
มู่เฟิงหัวฟังเสียง จุ๊บ ๆ ตอนกินนมของตน ก็ได้แต่ปลอบใจในใจว่า ไม่ใช่ข้าอยากกิน ปากของข้าอยากกิน แล้วข้าตอนนี้ก็เป็นเด็กแบเบาะ ข้ากินได้แต่ นม กินนมถึงจะโตได้…
มู่เฟิงหัวตอนแรกในใจก็ อับอาย อยู่บ้าง ต่อมาพอนางพบว่า ไอ้น้องหมีของตนกินนม เร็วกว่าและรวดเร็วกว่านางอีก นางก็ไม่มีปมในใจเลยสักนิด
ไอ้น้องหมีตอนนี้ อ้วนกว่านางมันจะเป็นไปได้อย่างไร?
นางจะต้องกินให้ได้เยอะ ๆ ให้ โตแข็งแรงกว่าไอ้น้องหมีให้ได้! ไม่งั้นจะทำยังไง ถึงจะปราบไอ้น้องหมีได้? จิตใจที่กินนม จากอับอายกลับกลายไปเป็น แข่งขัน ก็แค่เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
มู่อีหลานอุ้มให้ลูกทั้งสองเรอทีละคน มองดูเด็กน้อยที่นอนเรียงกันอยู่บนเตียง ในใจละลายจนกลายเป็นแอ่งน้ำไปแล้ว ลูกของนาง ทำไมถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูปานนี้?
มู่เฟิงหัวกับน้องชายกินอิ่มแล้วก็หลับ ตื่นมาก็ฉี่…
น้องชายฉี่เสร็จแล้วก็ ส่งเสียงร้องไห้โหยหวนสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน สะเทือนจนมู่เฟิงหัวแทบจะ สำรอกนมออกมา
แล้วน้องชายก็ถูกมู่เฟิงหัว ทุบ
กำปั้นน้อย ๆ ของมู่เฟิงหัวทุบลงไปครั้งหนึ่ง บนปากของมู่หานเฟิง เข้าโดยตรง ตัดบท เสียงร้องไห้โหยหวนของมัน
เสียงร้องไห้โหยหวนของมู่หานเฟิง ก็กลายเป็น เสียงหงิง ๆ เหมือนน้อยอกน้อยใจ
มู่อีหลานเดินเข้ามาดู อุ้ยตาย ลูกทั้งสองฉี่เลอะตัวกันแล้ว แต่ก็ ทำตัวน่ารักกันทั้งคู่ เพิ่งก็แค่ทำเสียงหงิง ๆ เตือนนาง
นับแต่นี้เป็นต้นมา มู่อีหลาน ก็พบว่า ลูกทั้งสองของตนนั้นเลี้ยงง่ายเสียจริง หิวแล้ว ฉี่แล้ว อึแล้ว ก็จะแต่ส่งเสียง อึกอักเตือนนาง เป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายอย่างยิ่ง โดยหารู้ไม่เลยว่า ลูกสาวของตนแอบมีผลงานอันยิ่งใหญ่แอบแฝงไว้
ก็เป็นอย่างนี้เอง มู่เฟิงหัว เติบโตขึ้นมา อย่าง ว่านอนสอนง่าย เป็นเด็กดี ทำให้มู่อีหลานเบาใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนมู่หานเฟิงนั้น ก็คือ ถูกบังคับให้ทำเป็นเด็กดีเติบโตขึ้นมา