“อืม” หลิวเฟิงพยักหน้าอย่างใจเย็น
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหวังเคว่ย เขาดึงขอบกางเกงลง แล้วค่อย ๆ ยัดดาบเพลิงระเบิดเข้าไป
หวังเคว่ยอ้าปากค้างจนทำอะไรไม่ถูก
ตอนอ่านนิยาย เขาเคยเห็นวิชาอัศจรรย์อย่างวิชากักเก็บของในแขนเสื้อ
แต่การกักเก็บของไว้ในเป้าน่ะ เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกจริง ๆ
อีกอย่าง นี่มันไม่ใช่นิยายสักหน่อยนี่นา
เขาขยี้ตาแรง ๆ เพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด หลิวเฟิงยัดดาบยาวขนาดนั้นเข้าไปในเป้ากางเกงจริง ๆ
ที่สำคัญคือเขายังใส่กางเกงขาสั้นอยู่ด้วย
“หรือว่าจะเป็นวิชาเวทมนตร์มิติแบบไหนสักอย่าง?”
หวังเคว่ยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อ
แม้เขาจะเพิ่งเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ได้ไม่นาน แต่การติดตามจ้าวหลงก็ทำให้ได้เห็นโลกมาบ้าง เรื่องแนวทางต่าง ๆ ในแวดวงผู้ใช้เวทมนตร์ เขาพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง
แต่สิ่งที่หลิวเฟิงทำกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นมือใหม่เพิ่งเข้าวงการ มองอะไรก็ไม่เข้าใจไปหมด
“ไป เจอกับหมูป่าปีศาจตัวนั้นกัน”
หลิวเฟิงไม่รู้เลยว่าการเก็บดาบส่ง ๆ ของตัวเองจะทำให้หวังเคว่ยตกตะลึงได้ขนาดนี้
ที่จริงแล้วดาบเพลิงระเบิดถูกเก็บเข้าไปในช่องเก็บของ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเป้ากางเกงแม้แต่น้อย
“พี่ใหญ่เก่งเกินไปแล้วครับ!”
หวังเคว่ยได้สติกลับมา ก็เอ่ยอย่างตื่นเต้นสุดขีด “ใช้เวลาไม่นานก็ทะลวงขึ้นเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ขั้นหนึ่งได้ พี่ใหญ่ต้องเป็นยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบพันปีแน่ ๆ ไม่สิ แค่ยอดอัจฉริยะยังบรรยายไม่พอ พี่ใหญ่ต้องเรียกว่าบุตรแห่งธาตุต่างหาก! ความเคารพที่ผมมีต่อพี่ใหญ่เปรียบดังสายน้ำเชี่ยวกราก ไหลไม่ขาดสาย ทั้งยังท่วมท้นราวกับแม่น้ำฮวงโหที่เอ่อล้นจนหยุดไม่อยู่…”
หลิวเฟิงไม่สนใจคำประจบชุดนี้ แล้วสาวเท้าเร็ว ๆ ไปยังบ้านสองชั้นของฉู่หลิง
ในเวลาเดียวกัน
บนถนนหน้าบ้านฉู่หลิงมีคนมารวมตัวกันอยู่กลุ่มหนึ่ง
“พวกคุณมาทำอะไรกัน ทำไมถึงจะให้พวกเราย้ายออกไป?”
“ฉันไม่ไป ฉันอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวสักครั้ง อย่าหวังจะมาขู่ฉันเลย”
