กัวไช่เฟิ่งรู้สึกจุกในลำคอ ลูกชายของเธอเป็นถึงผู้บังคับกองพัน ส่วนตัวเธอก็อายุมากแล้ว ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในเขตบ้านพักเมื่อปลายปีก่อน ยังไม่เคยได้ยินใครพูดกับเธอแบบนี้มาก่อน
ครึ่งชีวิตแรกเธอใช้ชีวิตอยู่ในชนบท ทุกวันไม่ลงนาไปทำงานก็ไปทำงานที่กองผลิต สิ่งเดียวที่พอจะเอามาอวดได้ก็คือเลี้ยงลูกชายจนได้ดี
ตอนนี้ลูกชายเป็นนายทหารใหญ่ในกองทัพ เธอตามสามีไปรับราชการทหารที่เมืองอามู่ถู จากชนบทเข้ามาอยู่ในเมือง ทั้งยังได้พักอาศัยในบ้านดี ๆ แบบนี้
กัวไช่เฟิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ยายแก่ชนบทคนเดิมอีกแล้ว
นอกจากคนที่มียศตำแหน่งสูงกว่าลูกชาย คนอื่นเธอไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา
“เธอ...เธอนี่พูดจาแรงจริง ๆ ระวังลูกคลอดออกมาแล้วปากเป็นแผลขึ้นมาล่ะ” กัวไช่เฟิ่งพูดอย่างไม่พอใจ
“ลูกฉันจะปากเป็นแผลหรือเปล่าไม่ต้องให้เธอมาห่วงหรอก ดูแลปากตัวเองให้ดีก็พอแล้ว ฉันจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?”
เพิ่งมาถึงเขตบ้านพักก็วางท่าผู้ใหญ่เข้ามาสั่งสอนเธอแล้ว คิดว่าเธอเป็นตุ๊กตาดินเหนียว ปั้นอย่างไรก็ได้หรือไง
“เอ๊ะ! เฉียวอัน เธอพูดแบบนี้ได้ยังไง? ป้ากัวก็หวังดีกับเธอ กลัวว่าเธอจะทำผิดพลาดต่างหาก”
ฉือม่านก้าวออกมายืนขวาง ทำท่าเหมือนกำลังไกล่เกลี่ย แต่คำพูดกลับพุ่งเป้าโจมตีเฉียวอัน
“ทำผิดอะไร? ใส่กระโปรงแล้วจะทำผิดได้ยังไง?”
ฉือม่านอธิบายว่า “เอ๊ะ เธอดูสิ ที่นี่มีแต่ทหารทั้งนั้น เธอใส่กระโปรงเดินไปเดินมาแบบนี้ พวกหนุ่ม ๆ คงอดคิดมากไม่ได้ เธอว่าไหมล่ะ?”
“คิดบ้าอะไรของเธอ! เธอมองทหารเป็นอะไรกัน? พวกโรคจิตที่สมองมีแต่เรื่องใต้สะดือหรือไง?”
