บทที่ 2 เตรียมออกเดินทาง
ที่เรียกเช่นนั้นเพราะในยุคสิ้นโลก มิตินี้เปรียบเหมือนซี่โครงไก่ กินก็ไร้รสชาติ ทิ้งก็เสียดาย ไร้ซึ่งไร่นาดีหรือน้ำพุวิญญาณ ไม่มีฤทธิ์รักษาความสด ไม่สามารถเข้าไปได้ เก็บได้เพียงสิ่งของไร้ชีวิตเท่านั้น
ทั้งยังคับแคบมาก
ยาวสามเมตร กว้างสามเมตร สูงสามเมตร ราวยี่สิบเจ็ดลูกบาศก์เมตร พอๆ กับห้องนอนขนาดย่อม
ในห้วงยุคสิ้นโลก เซี่ยซานซานใช้มิตินี้เป็นกระเป๋าเดินทางมาตลอด นอกจากเสื้อผ้า รองเท้า อาวุธ และเสบียงแห้งแล้ว ก็เป็นทองคำ เงิน อัญมณี หยก มรกต ซึ่งแต่เดิมไม่มีใครสนใจนัก
เงินตราแห่งยุคสิ้นโลกคือผลึกแกนซอมบี้ ใช้เพิ่มพลังพิเศษได้ อาหารสะอาดนับเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง
เซี่ยซานซานไม่คิดเช่นนั้น ทองเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปและไม่สามารถสร้างใหม่ได้ ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง โลกตกอยู่ในความโกลาหล ฝูงซอมบี้เกลื่อนกล่น เป้าหมายแรกที่ทุกคนช่วงชิงย่อมเป็นอาหาร น้ำ ยา อาวุธ ฯลฯ ส่วนนาง เมื่อใดพบเห็นทอง จะเก็บสะสมไว้เงียบๆ ยามว่างก็นำมาหลอมเป็นก้อนอิฐทอง เรียงซ้อนในมิติ ปริมาณสะสมคิดเป็นหนึ่งในสิบของพื้นที่ทั้งหมด
พึงรู้เถิด ทองหนึ่งลูกบาศก์เมตรหนักถึงสิบเก้าจุดสามสองตัน!
เทียบได้กับเงินห้าหมื่นตำลึงกว่าในยุคราชวงศ์หมิงและชิง
เซี่ยซานซานมีอยู่สองลูกบาศก์กว่า ไม่ถึงสามลูกบาศก์เมตร เมื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินแล้ว ราวหนึ่งพันสี่ร้อยถึงหนึ่งพันห้าร้อยหมื่นตำลึง ขณะที่ท้องพระคลังในยุคราชวงศ์หมิงและชิงหลายยุคก็ยังมีไม่เท่านี้
นางมิใช่มีเพียงทอง ยังมีเงินอีกด้วย
เงินนั้นหาง่ายกว่า สะสมง่ายกว่า มีแท่งอิฐเงินราวสิบลูกบาศก์เมตร แต่ละลูกบาศก์เมตรหนักสิบจุดสี่เก้าตัน
เมื่อถึงปลายยุคสิ้นโลก มันกลายเป็นของมีค่าที่ทุกคนหมายปองจริงๆ
เซี่ยซานซานตั้งใจจะบริจาคให้ฐานที่มั่นซึ่งประเทศของตนสร้างขึ้นเพื่อการอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ น่าเสียดายที่ไม่ทันการณ์
ส่วนอัญมณีจำพวกพลอย เพชร ไข่มุก หยก พลอยสี และปะการังนั้น นางสะสมไว้แต่ของชั้นดี เป็นเพียงของสวยงาม ประโยชน์น้อย ปริมาณเทียบกับเงินทองมิได้เลย
แต่ก่อนวันสิ้นโลกมาเยือน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของล้ำค่าทั้งสิ้น
ในฐานะมหาเศรษฐีนีผู้มั่งคั่ง แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปจวนกั๋วกงหนิงเพื่อยอมรับว่าเป็นญาติแต่อย่างใด
เซี่ยซานซานสนใจเรื่องอาหารการกินมากกว่า
นางข้ามภพมาในปีที่สิบของยุคสิ้นโลก หลังจากจ้าวซอมบี้ตาย การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับซอมบี้ก็ใกล้สิ้นสุด ทว่าสภาพแวดล้อมเลวร้าย พืชและสัตว์แปรผันไปตามลำดับ อาหารบริสุทธิ์แทบถูกใช้จนหมดสิ้น เสบียงวัตถุดิบขาดแคลนอย่างหนัก นักวิทยาศาสตร์ที่รอดชีวิตมีไม่มาก อาหารและเนื้อสัตว์ที่ผ่านการวิจัยค้นพบและเพาะปลูกเลี้ยงดูนั้นรสชาติแย่ยิ่ง แค่พอยาไส้เท่านั้น
เหตุนี้เองที่เป็นสาเหตุหลักให้เซี่ยซานซานยอมรับข้อตกลงกับเจ้าของร่างเดิม
ระบบเจ้าขุนมูลนายจะกดขี่ข่มเหงเพียงใด ก็ยังดีกว่ายุคสิ้นโลก ทั้งยังมีภูเขาและสายน้ำที่ดีงาม เหมาะแก่การบำรุงสุขภาพ
"บุญกุศลของข้าแบ่งให้แล้ว หวังว่าชาติหน้าเจ้าสองแม่ลูกจะได้เกิดในครรภ์ที่ดี สงบสุข มั่งคั่ง ปราศจากโรคาพยาธิ"
เมื่อภาวนาจบอย่างเงียบๆ เซี่ยซานซานก็เก็บหลักฐานที่แม่นมจ้าวทิ้งไว้ ทะเบียนบ้าน เงิน และข้าวของสำคัญยัดเข้าไปในมิติ เหลือไว้เพียงเหรียญทองแดงหนึ่งสองร้อยเหรียญติดมือ จากนั้นใช้ขี้ผึ้งที่แม่นมจ้าวให้หมอเฒ่าปรุงไว้ทามือ หน้า และลำคอให้เป็นสีเหลืองตามความทรงจำของร่างเดิม ออกประตูเลี้ยวซ้าย เดินหนึ่งลี้ ก็ถึงร้านอาหารที่นางกับแม่นมจ้าวอุดหนุนเป็นประจำ
แม่นมจ้าวเลี้ยงดูร่างเดิมอย่างทะนุถนอม ตัวนางต้องเย็บปักถักร้อยจึงต้องถนอมมือ ที่บ้านไม่เคยก่อไฟทำกับข้าว น้ำร้อนที่ใช้ทุกวันล้วนได้มาจากยายข้างบ้าน นางออกเงินค่าจ้าง พร้อมทั้งจ้างคนซักล้างเสื้อผ้า
เซี่ยซานซานเป็นขาประจำ ชิงเอ๋อร์บุตรสาวเจ้าของร้านเข้ามารับหน้า "คุณพี่เซี่ย วันนี้จะรับอะไรหรือ"
เซี่ยซานซานกวาดตามองแผ่นเมนูไม้ในร้าน "บะหมี่เปล่าหนึ่งชาม"
เพิ่งมาอยู่ใหม่ แม้นางอยากกินอาหารเลิศรสสักมื้อ แต่ร่างเดิมกระเพาะเล็ก ไม่ควรกินมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่งสูญเสียแม่นมจ้าว หากไม่ต้องไว้ทุกข์ก็ต้องแสดงออกบ้าง
ไม่ดื่มเหล้ากินเนื้อ นับว่าเป็นความกตัญญู
บะหมี่เปล่าหนึ่งชามกับหัวไชเท้าดองหนึ่งจาน ราคาห้าอีแปะ เซี่ยซานซานกินจนอิ่มหนำ
ระหว่างที่ชิงเอ๋อร์มาเก็บชามตะเกียบ นางเอ่ยถามว่า "ชิงเอ๋อร์ ข้ากับแม่นมของข้าไม่มีญาติพี่น้องที่นี่ มาบัดนี้แม่นมจากไปแล้ว เหลือข้าเพียงลำพัง จะจัดการงานศพต้องหาใครมาช่วยบ้างหรือ"
"แม่นมจ้าวเสียแล้วหรือ" ชิงเอ๋อร์ตกใจ
เซี่ยซานซานพยักหน้า
ชิงเอ๋อร์คิดครู่หนึ่ง แล้วว่า "ร้านขายโลงศพมีคนรับจ้าง เป่าแตร ตีกลอง ร้องไห้ ส่งศพ ล้วนทำได้ทั้งนั้น"
เซี่ยซานซานไปที่ร้านขายโลงศพและเครื่องเซ่นกระดาษธูปเทียน ซื้อม้าศึกกระดาษและเกี้ยวกระดาษมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นอธิบายที่มาและว่าจ้างผู้คนให้จัดการงานศพให้แม่นมจ้าว ตั้งศพบำเพ็ญกุศลสามวัน ครบเจ็ดวันจึงเคลื่อนย้ายโลงศพ โดยหาที่ฝังมิได้ จึงจัดการตามที่ร่างเดิมเคยทำในชาติก่อน คือฝากไว้ที่สุสานหลวงประจำเมืองกูซูที่ใหญ่ที่สุดชั่วคราว
สิ้นเงินไปสามร้อยอีแปะ
ระหว่างนั้น เซี่ยซานซานใช้พลังพิเศษหล่อเลี้ยงและปรับเปลี่ยนร่างกาย ฟื้นฟูวรยุทธ์จากชาติก่อน ปริมาณอาหารจากหนึ่งชามก็เพิ่มเป็นข้าวสวยสามชามกับผัดผักตามฤดูกาลอีกสองสามจาน พลางเข้าใจราคาสิ่งของได้กระจ่างแจ้ง
เงินทองในมิติเล็กๆ เพียงพอให้นางใช้ชั่วกัปกัลป์!
ไม่ต้องดิ้นรนเรื่องอาหารการกินแล้ว เซี่ยซานซานเตรียมจะขี่ม้าเที่ยวไปทั่วทุกสารทิศ ชมทิวทัศน์ ลิ้มรสอาหาร และใช้ชีวิตให้สมปรารถนา
ธิดาแท้ๆ แห่งจวนกั๋วกงหนิงหรือ
ไสหัวไปให้พ้น!
เข้าเมืองหลวง เข้าจวนแล้ว จะสุขสบายเที่ยวเตร่ในหมู่ราษฎรได้อย่างไร
เมื่อเทียบกับลาภยศและทรัพย์สมบัติ เซี่ยซานซานปรารถนาอิสระยิ่งกว่า หาได้คิดจะอยู่ใต้พันธนาการของจารีตศักดินา
ความอยากสู้การลงมือทำไม่ได้
เซี่ยซานซานรีบเก็บเครื่องนอน เสื้อผ้า เครื่องใช้ในบ้าน และสิ่งของเหลือใช้อีกเล็กน้อย เช่น น้ำมันและธัญพืช ยัดลงในมิติเล็กๆ ที่ไม่เหลือพื้นที่ว่างมากนัก แล้วหยิบอิฐเงินหนักแท่งละสิบห้ากิโลกรัมสองแท่งจากมิติออกมา ตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กขนาดหนึ่งสองตำลึง ไปจนถึงสามห้าตำลึงแตกต่างกันไป
ในความทรงจำของร่างเดิม ใช้จ่ายประจำวันล้วนเป็นเศษเงินและเหรียญทองแดง เกือบจะไม่ใช้ทองคำ
ลงกลอนประตูบ้านแล้ว เซี่ยซานซานไปที่ตลาดม้า หมดเงินสิบสามตำลึงซื้อม้าขนาดกลางหนึ่งตัว จัดเตรียมอานม้า โกลน และเกือกม้าให้ครบ แล้วจึงไปร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซื้อเสื้อบุรุษสามสี่ชุด ออกมาก็แต่งชายสวมงอบปีกคลุมผ้าบาง รีบรุดไปยังโรงตีเหล็ก พอเอ่ยปากก็ขอดาบพกสองเล่มกับมีดสั้นสองเล่ม
เสี่ยวเอ้อที่รับรองนางยิ้มกว้าง “ดาบพกชั้นดีราคาหนึ่งพันเจ็ดร้อยอีแปะ รองลงมาสามร้อยอีแปะ”
“เอาชั้นดี” เซี่ยซานซานตอบอย่างไม่ลังเล
เสี่ยวเอ้อหยิบดาบพกชั้นดีสองเล่มพร้อมฝักออกมาทันที “มีดสั้นชั้นดีสามร้อยอีแปะต่อเล่ม รวมแล้วสี่พันอีแปะขอรับ”
“อย่าเพิ่ง” เซี่ยซานซานหมายตาดาบใหญ่เหล็กกล้าอีก เล็งถามราคา
เสี่ยวเอ้อยิ้ม “ดาบเกล็ดหิมะเหล็กกล้าจากซีอวี้ ต้องจ่ายเป็นเงินสี่ตำลึงเท่านั้นถึงจะได้”
“เอาสองเล่ม” เซี่ยซานซานหันไปมองธนูที่แขวนอยู่ ถามราคาต่อ
เสี่ยวเอ้อหยิบธนูที่ดีที่สุดออกมา “ท่านซื้อดาบก็เอาชั้นดี ธนูรองสี่ร้อยอีแปะ ข้าจะหยิบชั้นดีให้ท่าน พร้อมสายธนู หกร้อยห้าสิบอีแปะ ลูกธนูตกดอกละสิบเก้าอีแปะ สิบดอกหนึ่งร้อยเก้าสิบอีแปะ ท่านเอาสักกี่ดอก”
“คันธนูสองคัน ลูกธนูหนึ่งร้อยดอก” เซี่ยซานซานหยิบเศษเงินออกมาวางบนเคาน์เตอร์หลายก้อน
เสี่ยวเอ้อตรวจดูความบริสุทธิ์ของแร่ก่อน ก้อนที่ใหญ่หน่อยก็ใช้กรรไกรตัดเป็นสองซีก จากนั้นหยิบตาชั่งมา “ควรเก็บท่านสิบห้าตำลึงสองสลึง อันนี้สิบห้าตำลึงเจ็ดสลึงสี่เฟินห้าหน่วย ข้าคืนท่านห้าร้อยสี่สิบห้าอีแปะ”
เพราะเงินมีความบริสุทธิ์ดีเป็นเลิศอย่างที่ไม่เคยมี เขาจึงแถมซองใส่ธนูหนังวัวและแล่งลูกธนูให้ด้วย
เมื่อเสี่ยวเอ้อขอทะเบียนบ้านเซี่ยซานซานเพื่อลงบันทึก นางจึงสะพายธนูไว้บนหลัง คาดมีดสั้นและดาบพกที่เอว แขวนดาบใหญ่เหล็กกล้าไว้ข้างอานม้าทั้งสองข้าง หมุนตัวก้าวเข้าไปในโรงจำนำไม่ไกล แลกเงินสิบตำลึงเป็นเหรียญไก่สดใหม่สิบกอง วางบนหลังม้า แล้วจูงม้าไปซื้อเสบียง
ระหว่างที่นางกำลังยื่นขอทำใบผ่านทางโดยอ้างว่าไปเยี่ยมญาติ ตรงหน้าประตูบ้านก็ปรากฏคนแปลกหน้าผู้กร้านแดดกร้านลม พร้อมด้วยสำเนียงเมืองหลวงหลายคน