ฮั่วจิ้งชวนออกมาตอนเที่ยงวันนี้อย่างรีบร้อน ทั้งไม่ได้อาบน้ำและไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ยังสวมเสื้อเก่าขาด ๆ ตัวหนึ่งที่ใส่ตอนซ่อมถนน สีดำคล้ำปนเทา ดูไม่ค่อยเรียบร้อยนัก
สวีจิ้นหังพูดขึ้นว่า “เขาทำงานเก่งมากเลยนะ”
จางเจียหนิงแค่นเสียงอย่างดูแคลน “ทำงานเก่งแล้วมีประโยชน์อะไร สุดท้ายก็มีชะตาต้องเป็นคนบ้านนอกไปทั้งชีวิต!” ถึงพ่อแม่ของเขาจะถูกส่งไปชนบท แต่ก็เป็นเพราะถูกใส่ร้าย คุณชายที่เติบโตมาในบ้านพักของหน่วยงานตั้งแต่เด็ก จะไปเห็นหัวไอ้หนุ่มชาวนาคนหนึ่งได้อย่างไร “คนแบบนี้น่ะ ชีวิตนี้ก็คงได้แค่นี้ อ่านหนังสือยังไม่ออกสักกี่ตัว ต่อให้โตไปอยากเข้าเมืองไปสมัครงานก็ไม่มีโอกาสหรอก”
ก่อนหน้านี้ตอนทุบหิน เศษหินที่ทุบได้ยังต้องส่งให้เขาตรวจรับ จางเจียหนิงไม่กล้าพูดอะไรต่อหน้า แต่ลับหลังกลับไม่พอใจอย่างมาก!
สวีจิ้นหังยิ้ม เขาเคยตกตะลึงกับพละกำลังของผู้ชายคนนี้ในตอนแรก ก็เพียงรู้สึกเสียดายที่อีกฝ่ายไม่ไปเป็นทหาร ทั้งที่มีพรสวรรค์ขนาดนั้น คนหนึ่งเป็นปัญญาชนที่เติบโตในเมืองใหญ่ มีพ่อเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อีกคนไม่มีพ่อแม่ นอกจากกำลังวังชาแล้วก็ไม่มีอะไรเลย ฐานะของทั้งคู่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน สวีจิ้นหังจึงยากจะมองอีกฝ่ายอย่างเท่าเทียมจริง ๆ
“อย่าพูดแบบนั้นเลย การเป็นคนบ้านนอกไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือกได้เสียหน่อย เขาแรงเยอะ อยู่ชนบทก็ถือเป็นข้อได้เปรียบมาก ต่อไปแต่งเมียสักคน มีลูกสักสองสามคน ชีวิตทั้งชีวิตก็ผ่านไปแล้ว ทุกคนต่างก็มีชะตาของตัวเอง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แฝงท่วงทำนองเปี่ยมเมตตาราวกับเห็นใจคนทั้งโลก
แต่ลู่ซีเฉิงฟังต่อไม่ไหวแล้ว เธอหันกลับไปพูดฉอด ๆ ราวกับปืนกล “พูดพอหรือยัง? เป็นคนบ้านนอกแล้วมันยังไง พวกคุณอยู่บ้านที่คนบ้านนอกสร้าง กินข้าวที่คนบ้านนอกปลูก แล้วยังมาทำเป็นสงสารคนบ้านนอกอีกเหรอ?”
