งานสมรสของหนิงเจินถูกกำหนดให้มีขึ้นในอีกครึ่งเดือน
จนถึงตอนนี้ เธอยังไม่เคยพบหน้าเชิงฉางอวี้ คู่หมั้นของเธอเลยสักครั้ง
เชิงฉางอวี้รับช่วงต่อตำแหน่งจากบิดา เมื่อสองปีก่อนบิดาของเขาถึงแก่กรรม เขาจึงเข้ารับหน้าที่ดูแลกองทัพ รัฐบาลทางเหนือได้แต่งตั้งให้เขาเป็นมหาผู้สำเร็จราชการแห่งสี่มณฑลหัวตง เพื่อรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์
ปีนี้เขาอายุยี่สิบห้า แก่กว่าหนิงเจินสี่ปี
ครั้งยังเยาว์ เธอมักได้ยินบรรดาพี่ชายน้องชายกล่าวถึงเชิงฉางอวี้ เรียกเขาว่าท่านแม่ทัพน้อย
แม่ทัพน้อยเป็นบุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพใหญ่ นิสัยดื้อรั้นหัวแข็ง มักทำให้แม่ทัพใหญ่โกรธแทบขาดใจ เว้นสักสามวันเจ็ดวันก็ต้องถูกสั่งสอนเสียหน่อย
หลังจากนั้น หนิงเจินก็เดินทางไปศึกษายังต่างประเทศเพื่อเพิ่มพูนความรู้
เมื่อเธอกลับมาถึงเมืองซูอีกครั้ง เชิงฉางอวี้ก็ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงแล้ว
เขายุ่งมาก ตัวหนิงเจินเองก็ไม่ค่อยออกนอกบ้าน จึงไม่เคยได้พบกัน
เรื่องรักอันเร่าร้อนอึกทึกของเขากับซูฉิงเอ๋อร์นั้นนางเคยได้ยินมา และเรื่องอนุภรรยาผู้มีฝีมือร้ายกาจสองคนในเรือนของเขา นางก็ได้ยินมาบ้างเช่นกัน
หนิงเจินไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตนเองจะมาติดพันข้องเกี่ยวกับเขา
โชคชะตาเล่นตลก
“…สวนสองแห่งนั้น เจ้าต้องไปดูด้วยตัวเอง ไปพบผู้จัดการสักหน่อย” มารดาเอ่ยเร่งรัดนางครั้งแล้วครั้งเล่า
งานสมรสของนางถูกกำหนดอย่างเร่งรีบ แต่ทางสกุลหนิงก็เตรียมการอย่างพิถีพิถันไม่ย่อท้อ
หนิงเจินเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวในสามสายตระกูล ท่ามกลางพี่น้องร่วมสายโลหิตและลูกพี่ลูกน้องมากมาย นางจึงได้รับความรักใคร่เอ็นดูเป็นพิเศษ เรื่องสินเดิมติดตัวของนาง ท่านยายเฒ่าเตรียมการไว้ตั้งแต่สิบปีก่อน
นางมีสวนที่ยกให้เป็นสินเดิมหกแห่ง ร้านค้าหกร้าน ล้วนดำเนินกิจการดีทีเดียว
ก่อนออกเรือน นางควรจะไปดูทรัพย์สินเหล่านี้ก่อน ทว่าตัวนางกลับขี้เกียจ
นางขี้เกียจ ท่านยายเฒ่าและมารดาก็ตามใจ อีกทั้งรักใคร่จึงเลือกแต่ที่สำคัญสองแห่ง ให้นางไปตรวจดูด้วยตาตนเอง
“ได้” หนิงเจินพยักหน้า “ข้าจะขับรถไปเอง”
ท่านยายเฒ่าแสดงสีหน้าบึ้งตึงลง “จะเป็นภริยาท่านผู้สำเร็จราชการอยู่แล้ว ขับรถด้วยตนเองจะเป็นภาพลักษณ์เช่นใด”
หนิงเจินหัดขับรถตอนเรียนหนังสืออยู่ที่ลอนดอน มักขับพาเพื่อนร่วมชั้นเที่ยวเล่นในวันหยุดสุดสัปดาห์
หลังจากนางกลับมา ที่บ้านก็มีรถยนต์ แต่กลับห้ามไม่ให้นางขับ
ในสายตาของคนในครอบครัว การขับรถก็คงคล้ายการขับรถม้า ไม่สง่างามพอ มิใช่สิ่งที่กุลสตรีควรปฏิบัติ
“…ปล่อยให้นางตามใจตนเองสักครั้งเถิด อีกหน่อยออกเรือนไป ก็ไม่มีโอกาสแล้ว” มารดากลับกล่าว
ท่านยายเฒ่ารู้สึกปวดใจยิ่งนัก จึงไม่ขัดขวางอีก
หนิงเจินได้โอกาสขับรถ ก็รีบออกจากบ้านทันที ไม่มีผู้ใดติดตามแม้แต่คนเดียว วางปืนยาวสองกระบอกไว้ที่เบาะข้างคนขับ ในกระเป๋าใส่ปืนสั้นหนึ่งกระบอก
ถนนหลวงเรียบโล่ง หนิงเจินขับออกจากเมืองไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ด้านหน้าก็มีคนโบกมือเรียกให้หยุดรถ
เป็นคนสวมเครื่องแบบทหาร
บิดาของนางคือท่านผู้บัญชาการหนิง ทหารประจำการในเมืองซูต่างรู้จัก นางจึงไม่หวาดกลัว
นางจอดรถเทียบข้างทาง
คนในเครื่องแบบทหารเป็นทหารผู้ช่วย เขาวิ่งตรงมายังด้านคนขับของหนิงเจิน
เมื่อเห็นนาง ก็ประหลาดใจเล็กน้อย “นี่…คุณ คุณขับรถเป็น?”
หนิงเจิน “ใช่ ท่านโบกรถ มีธุระอันใดหรือ”
ทหารผู้ช่วยได้สติ “คุณหญิงขออภัยด้วย รถของพวกเราหมดน้ำมัน บนรถคุณมีดีเซลบรรทุกมาหรือไม่”
หนิงเจินออกมาโดยเติมน้ำมันเต็มถัง ฉะนั้นจึงส่ายศีรษะ “ข้าไม่ได้เตรียมสำรองไว้”
ทหารผู้ช่วย “รบกวนคุณแล้ว”
เขาแสดงสีหน้ากลุ้มใจยิ่ง
หนิงเจิน “แน่ใจหรือว่าน้ำมันหมด หรือท่านแค่เดาเอา”
ทหารผู้ช่วยฉงนเล็กน้อย เกาศีรษะ “สตาร์ทไม่ติด คงจะน้ำมันหมดแล้วกระมัง”
หนิงเจินเพิ่งพบหลังจากกลับมาว่า รถยนต์ในเมืองซูล้วนใช้น้ำมันดีเซล ทำให้หัวฉีดอุดตันได้ง่าย
“ท่านจะรังเกียจไหมให้ข้าดูสักหน่อย” นางถาม
นางคุ้นเคยกับการขับรถด้วยตนเอง เรียนรู้การซ่อมรถง่ายๆ ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีครู
“คุณซ่อมเป็นหรือ” ทหารผู้ช่วยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “คุณรอสักครู่ ข้าขออนุญาตก่อน”
เขาวิ่งกลับไปที่รถของตน
พูดจาสั้นๆ สองสามประโยค แล้วเขาก็กลับมาอีก “คุณหญิง ถ้าคุณซ่อมเป็น รบกวนช่วยดูให้ข้าที หากน้ำมันหมดจริง คงต้องรบกวนคุณอีกครั้ง”
หนิงเจินผงกศีรษะ
นางลงจากรถ เดินไปทางนู้น
เมื่อมองจากกระจกบังลมหน้ารถ เห็นชายผู้หนึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง กำลังหลับตาพักผ่อน
แสงในรถสลัว ม่านหน้าต่างปิด มองเห็นเพียงโครงหน้าเลือนราง
หนิงเจินพูดคุยกับทหารผู้ช่วยพลางเปิดฝากระโปรงหน้ารถ
นางใช้ผ้าเช็ดหน้าพันมือ จัดการขยับโน่นนี่เล่นๆ สองสามที
“มีน้ำมันอยู่ คงเป็นที่หัวฉีดอุดตัน” หนิงเจินกล่าว
ทหารผู้ช่วยดีใจเล็กน้อย “คุณซ่อมได้หรือ”
“ข้าลองดู” หนิงเจินตอบ “บนรถท่านมีถุงมือไหม”
ทหารผู้ช่วยบอกว่ามี แล้วรีบนำถุงมือสีขาวคู่หนึ่งมาให้
ท่อน้ำมันอุดตันง่ายๆ เช่นนี้ หนิงเจินจัดการปัญหาทำนองนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่นานก็ซ่อมเสร็จ
“ท่านลองไปดูที น่าจะสตาร์ทติด…” นางยืดตัวตรงขึ้น
โดยไม่รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไร มีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างรถ
แสงอาทิตย์ปลายเดือนสามงามจับตา ริมถนนหลวงสองฝั่งกิ่งหลิ่วพลิ้วไหว งามชดช้อยอ่อนหวาน ลำแสงที่ทอดผ่านกิ่งหลิ่วเป็นประกายระยิบระยับ
บุรุษผู้นั้นในเครื่องแบบทหาร สไตล์เยอรมัน องอาจสง่างาม สายสะพายตรงหน้าอกพลิ้วไหว เหรียญตราใหม่เอี่ยมสุกใส แวววาวเปล่งประกาย
เขายืนตัวตรง ขาทั้งสองแยกออกเล็กน้อย ท่วงท่าคมกริบประดุจดาบ
หนิงเจินเงยหน้าขึ้น สบตากับเขา
ผิวคล้ำ หน้าผากกว้าง จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ดวงตาดำสนิทราวกับหมึก ไม่อาจคาดเดาได้
ท่วงท่าก็มิได้เคร่งขรึมแต่อย่างใด
เขามองหนิงเจิน หนิงเจินก็มองเขา
สายตาทั้งสองบรรจบกัน เมื่อเห็นว่าหนิงเจินมิได้หวาดหวั่นถอยหนีแม้แต่น้อย เขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
“คุณหญิงซ่อมรถเป็นหรือ”
“ปัญหายิบย่อยพอได้ เรื่องใหญ่ทำไม่เป็น” หนิงเจินตอบ
“นับว่าหาได้ยาก” เขาเอ่ยเรียบๆ เสียงทุ้มต่ำหนักแน่น
ทหารผู้ช่วยไปลองรถดูแล้ว สตาร์ทติดได้ ดีใจนัก
เขาเดินกลับมาอีก “ขอบคุณมากคุณหญิง คุณหญิงมีนามว่าอันใดหรือขอรับ”
หนิงเจินยิ้มบางๆ “มิต้องเกรงใจ ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน”
นางผงกศีรษะให้แก่บุรุษผู้นั้นอีกครั้ง
บุรุษผู้นั้นก็ผงกศีรษะตอบ
หนิงเจินขึ้นรถ ปลายนิ้วเปื้อนน้ำมันดีเซลเล็กน้อย นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดจนสะอาด
ขณะเช็ด หนิงเจินเหม่อลอยไปเล็กน้อย นั่งเงียบอยู่ตามลำพังอยู่ครู่ใหญ่ ถึงได้สตาร์ทรถ
เพราะล่าช้าไปเช่นนี้ นางจึงไปถึงสวนช้าไปหนึ่งชั่วโมง ผู้จัดการรอคอยด้วยความกระวนกระวาย หวาดกลัวว่านางจะเกิดเรื่องระหว่างทาง
“…ท่านผู้สำเร็จราชการ สมัยนี้คุณหญิงสาวๆ เก่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่ใช่แค่ขับรถเป็น ยังซ่อมรถได้อีก” ระหว่างทาง ทหารผู้ช่วยเฉิงหยางอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
เชิงฉางอวี้นั่งเอนพิงเบาะหลัง ไขว่ห้าง กล้ามเนื้อแน่นหนาทำให้กางเกงทหารตึงเปรี๊ยะ เส้นสายเรียบคมดุจลูกธนู
“นางกลับมาจากเรียนต่อต่างหาก” เชิงฉางอวี้เอ่ย
ทหารผู้ช่วยเฉิงหยางประหลาดใจ “ท่านรู้จักนางหรือขอรับ”
“ดูการแต่งกายของนาง” เชิงฉางอวี้รำคาญในความโง่เขลาของทหารผู้ช่วย
หญิงสาวสวมกางเกงสีกาแฟ เสื้อเชิ้ตสีขาว ด้านนอกคลุมด้วยเสื้อกั๊กสีกาแฟแก่ ล้วนเป็นอาภรณ์สไตล์ตะวันตก
ทั้งยังคล้ายกับชุดขี่ม้า
เสื้อผ้ารัดรูป เอวกิ่วราวกับจะหักได้ด้วยการโอบเพียงครั้งเดียว อวดทรวดทรงองค์เอวอย่างยิ่ง สตรีแบบเก่าแก่ไม่กล้าสวมใส่เช่นนี้แน่ ปลายขากางเกงก็รัดแน่น ไม่ว่าจะขับรถหรือขี่ม้า ก็คล่องแคล่วสะดวก
“นางก็งามด้วย น้ำเสียงก็น่าฟัง” ทหารผู้ช่วยเฉิงหยางกล่าวอีก
หุ่นก็ดี น้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล ราวกับนกขมิ้นเกาะบนกิ่งซากุระเมื่อยามต้นฤดูใบไม้ผลิเริ่มอุ่น
เชิงฉางอวี้ “ล่องลอยอะไรนักหนา ตั้งใจขับรถ”
ทหารผู้ช่วยหุบปากลง
ท่านผู้สำเร็จราชการของเขารังเกียจหญิงสาวที่ไปเรียนต่างแดนนักหนา บอกว่าพวกนางกินหมึกฝรั่งเข้าไปแล้วคิดคดโกง หลงใหลของนอก ลบล้างสิ่งดีงามของบรรพบุรุษเสียจนไม่เหลือหลอ
และสิ่งที่ท่านผู้สำเร็จราชการเกลียดที่สุด ก็คือท่านยายเฒ่าเลือกภรรยาเอกให้เขา ซึ่งก็คือคุณหนูที่กลับมาจากเรียนต่างแดนเช่นกัน
รถยนต์แล่นเข้าเมือง ตรงทางแยก ทหารผู้ช่วยถามเขาอีก “ท่านผู้สำเร็จราชการ จะกลับไปจวนเก่าหรือไปทำเนียบผู้สำเร็จราชการขอรับ”
ทำเนียบผู้สำเร็จราชการของเชิงฉางอวี้คือสถานที่ราชการ มิได้มีครอบครัวอยู่ร่วม
อนุภรรยาคนโปรดของเขาฝานฝานพำนักอยู่ที่เรือนเล็กอีกหลัง
หลังจากเขารับช่วงตำแหน่งของบิดา มารดาของเขาก็ย้ายไปยังจวนเก่า
จวนเก่าถูกปรับปรุงขึ้นใหม่ เป็นสวนแบบซูโจว ครอบครองอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ในสวนใหญ่มีสวนเล็กๆ อีกกว่าสิบสวน งดงามและคร่ำคร่าบ้าง ทันสมัยและล้ำสมัยบ้าง
มารดาของเขายังได้รับสมาชิกในครอบครัวของอาผู้เป็นน้องชายทั้งสามคนมาพำนักรวมกัน บรรดาเจ้านายและบ่าวรับใช้รวมแล้วหลายร้อยชีวิต
ครึกครื้นแต่ไม่แออัด ซับซ้อนแต่ไม่ยุ่งเหยิง
“กลับไปทำเนียบผู้สำเร็จราชการก่อน” เขาสั่ง
ทหารผู้ช่วย “แต่ท่านยายเฒ่าบอกว่า…”
“เจ้าเป็นทหารผู้ช่วยของข้า หรือของท่านยายเฒ่า” เชิงฉางอวี้เตะเบาะคนขับอย่างไม่พอใจ “ไปทำเนียบผู้สำเร็จราชการ”
ทหารผู้ช่วยไม่กล้าพูดมากอีก ขับรถกลับไปยังทำเนียบผู้สำเร็จราชการโดยตรง