เมื่อได้ยินน้ำเสียงราบเรียบของเธอ หัวใจของโจวอวี้ชวนก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างทิ่มแทง
เขาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “ทำไมจู่ ๆ ถึงจะทิ้งล่ะ? ปกติคุณหวงชุดแต่งงานชุดนี้มากไม่ใช่เหรอ?”
เวินซ่งไม่ได้ปฏิเสธ
ตลอดสามปีที่ผ่านมา เธอจงใจเว้นที่ไว้ในห้องแต่งตัวเพื่อแขวนชุดแต่งงานชุดนี้โดยเฉพาะ
ทุกปียังส่งไปซักและดูแลรักษาอีกด้วย
แต่ที่เธอหวงแหนมันก็เพราะคิดว่า คนเราจะแต่งงานเพียงครั้งเดียวในชีวิต ชุดแต่งงานก็สมควรเก็บไว้เป็นที่ระลึก
แต่ตอนนี้กำลังจะหย่ากันแล้ว
ไม่แน่ว่าโจวอวี้ชวนอาจพาคนในใจเข้าบ้านมาแต่งงานด้วยในไม่ช้า
ชุดแต่งงานชุดนี้ก็ไม่ต่างจากตัวเธอ เป็นสิ่งที่เกินจำเป็นในบ้านหลังนี้
เวินซ่งยิ้มบาง ๆ “มันพังแล้ว ฉันเพิ่งเห็นเมื่อไม่กี่วันก่อนว่ามีรูใหญ่ขาดอยู่”
“ถึงอย่างนั้นก็ทิ้งง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้”
โจวอวี้ชวนมองสีหน้าฝืนยิ้มของเธอ คิดว่าเธอคงตัดใจไม่ได้ “เอาอย่างนี้ ฉันให้คนจากร้านชุดแต่งงานมารับไปดูว่าจะซ่อมได้ไหม...”
“ช่างเถอะ”
เวินซ่งส่ายหน้า มองโจวอวี้ชวนตรง ๆ “ของที่พังแล้ว ซ่อมให้ดีกลับมาไม่ได้หรอก”
สิ่งที่เธอพูดถึงคือหัวใจคน
และชีวิตแต่งงานครั้งนี้
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินเข้าบ้านโดยไม่รอให้โจวอวี้ชวนพูดอะไรต่อ
เห็นเธอยังเดินไม่ค่อยถนัด โจวอวี้ชวนก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เขารีบก้าวตามไป “จริงสิ คุณบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไป? ผ่านมาตั้งสองสามวันแล้ว ทำไมยังเดินกะเผลกอยู่?”
เรื่องก็มักเป็นอย่างนี้ พอสูญเสียไปแล้วถึงค่อยมาใส่ใจ
แต่เธอต้องการให้เขารู้สึกผิด
เธอก้มตาลงเล็กน้อย แล้วตอบตามจริงว่า “ใกล้จะหายแล้ว แต่เมื่อคืนฉันกลับไปที่ตระกูลซาง แล้วคุกเข่ากลางหิมะอยู่สี่ชั่วโมง”
