“?”
ถงอู้หัวอื้อไปชั่วขณะ
เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวินซ่งที่มักจะเก็บความรู้สึกจะพูดสามคำนี้ออกมาได้
แต่ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ โจวอวี้ชวนผู้ชายขยะชัด ๆ คนนั้น จะทำเรื่องขายหน้าได้ถึงขั้นนี้
ถงอู้สบถคำหยาบเบา ๆ แล้วบอกว่า “ไม่ใช้แฟลชเดลิเวอรีแล้ว ฉันจะเอาไปให้ด้วยตัวเอง พอส่งเสร็จแล้วค่อยกลับมาทำโอทีต่อ”
แฟลชเดลิเวอรีสองล้อ จะไปเร็วกว่าสี่ล้อของเธอได้ยังไง
วางสายไป เวินซ่งเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะพูดได้ตรงไปตรงมาและราบเรียบขนาดนี้
อาจเป็นเพราะความรู้สึกอัดอั้นนี้คั่งค้างอยู่ในใจเธอมาตลอด
คั่งค้างจนทำให้ทั้งตัวและใจไม่ราบรื่นไปเสียหมด อึดอัดขัดข้องอย่างบอกไม่ถูก
ก็เหมือนกับที่โจวอวี้ชวนบอกในคลับคืนนั้นนั่นแหละ เขาไม่เคยแตะต้องเธอเลยสักครั้ง
บอกไปอาจไม่มีใครเชื่อ แต่งงานมาสามปี เธอยังเป็นสาวบริสุทธิ์
ตอนแรกเธอเคยคิดว่า ฝั่งนั้นของโจวอวี้ชวนมีปัญหา
แต่ต่อมา เธอเห็นโจวอวี้ชวนในห้องหนังสือไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง กอดอัลบั้มรูปแล้วปรนเปรอตัวเอง
เสียงครางต่ำทุ้มของชายหนุ่ม
เหมือนฝ่ามือทีละฉาดที่กระหน่ำลงบนหน้าเธอไม่มีผิด
มีครั้งหนึ่งถูกโจวอวี้ชวนจับได้ว่าเธอแอบดู เขากอดเวินซ่งไว้ ใบหน้าเสียดสีกับซอกคอเธอ แล้วอธิบายด้วยเสียงอู้อี้ว่า “เวินซ่งน้อย ขอโทษนะ พอนึกถึงว่าจะต้องทำแบบนั้นแล้วทำให้เธอเจ็บ ฉันก็ใจอ่อน ไม่กล้าเลย ได้แต่ใช้รูปของเธอ...”
ที่น่าขำคืออะไร
คือเวินซ่งเชื่อ ทั้งที่หน้าก็ยังแดงขึ้นมา
แต่คืนที่รีบกลับมาถึงเมืองจิ่งเฉิง เธอกินยาลดไข้เสร็จ อาศัยสติเฮือกสุดท้ายวิ่งไปที่ห้องหนังสือ และงัดตู้ที่เขาล็อคไว้ตลอดออกมา
และได้เห็นอัลบั้มรูปเล่มนั้น
เต็มไปหมด ปะติดปะต่อเต็มเล่มด้วยรูปของเสิ่นหมิงถัง เสิ่นหมิงถังที่เปี่ยมชีวิตชีวาและมีเสน่ห์
ทุกอิริยาบถ ล้วนถูกโจวอวี้ชวนทะนุถนอมราวกับสมบัติล้ำค่า
เวินซ่งรู้สึกเพียงว่า ตัวเองกลายเป็นตัวตลกไปเสียแล้ว
ในห้วงภวังค์ เธอนึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองเป็นเหมือนหางน้อย ๆ เดินตามหลังโจวอวี้ชวน
จริง ๆ แล้ว เธอก็ไม่ได้ตามเขา
เพียงเพราะพี่ชายอยู่กับเขาตลอด
พอดูไปมากเข้า ภายหลังก็กลับคิดว่า ถ้าได้แต่งงานกับเขาก็คงจะดีไม่น้อย
โจวอวี้ชวนเป็นคนอารมณ์ดีมาก ใจเย็น อ่อนโยน ทุกครั้งที่มาหาพี่ชายยังจำได้ว่าจะพกของขวัญมาให้เธอด้วย
เป็นคนสุภาพอ่อนโยนที่สุดในบรรดาเพื่อนของพี่ชาย
คนสุภาพอ่อนโยนคนนี้เอง ที่ยอมใช้รูปพี่สะใภ้ตัวเองสนองความใคร่ แต่ไม่ยอมแตะต้องภรรยาตรงหน้า
เวินซ่งไม่คิดเลยว่า ถงอู้จะมาเร็วขนาดนี้
เธอเพิ่งตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ยังไม่ทันลงไปชั้นล่าง กริ่งประตูก็ดังขึ้น
มีเค้าลางแรงกล้าขนาดที่ว่า ถ้าสำนักทะเบียนสมรสยังไม่เลิกงาน ก็คงจะจับเธอและโจวอวี้ชวนไปจัดการจบเรื่องเลยทีเดียว
เวินซ่งได้เอกสารข้อตกลงมา ใจเพิ่งสงบลงได้เล็กน้อย จู่ ๆ ชั้นบนก็มีเสียงแตกดังเคร้งแกร๊งชัดเจน
เธอยังไม่ทันได้คิดอะไร ป้าอู๋ก็สีหน้าไม่สู้ดีวิ่งลงมาข้างล่าง พูดอ้ำอึ้งว่า “คุณผู้หญิง...”
“มีอะไรหรือคะ”
“รูปครอบครัวที่คุณผู้หญิงตั้งไว้ในห้องนอน... ถูกคุณคู่คู่ทำแตก”
ได้ยินดังนั้น เวินซ่งก็คิดว่าแค่กรอบรูปแตก แต่แล้วก็เห็นป้าอู๋ยื่นเศษรูปหลายชิ้นออกมา
ใบหน้าของเวินซ่งซีดเผือดทันที
ตอนเธออายุห้าขวบ พ่อกับแม่ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป เหลือไว้เพียงรูปครอบครัวใบนี้นี่แหละ
เป็นสิ่งเดียวที่เธอใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ
เวินซ่งรับรูปที่ถูกฉีกเป็นหลายชิ้นแล้ว ก้าวยาว ๆ ขึ้นบันไดไปชั้นบน!
เสิ่นหมิงถังกำลังอุ้มลูกชายออกมาจากห้องของเวินซ่งพอดี
เวินซ่งจ้องมองนางอย่างเยือกเย็น “พี่สะใภ้ ห้องที่พวกคุณเข้าไป เป็นห้องของฉัน”
“คุณอารองบอกแล้ว นี่จะเป็นบ้านของคู่คู่ตั้งแต่นี้ไป”
โจวฉือคู่ไม่ยอมจำนน พร่ำร้องอย่างดุดันว่า “คุณอารองยังบอกอีก ท่านจะดูแลคู่คู่กับคุณแม่เหมือนพ่อเลย”
เวินซ่งเห็นเสิ่นหมิงถังไม่มีท่าทีจะอบรมสั่งสอนเด็กเลยแม้แต่น้อย ก็พลันหัวเราะออกมา
เธอมองโจวฉือคู่ “รู้ไหมว่าไม่กี่วันก่อนคริสต์มาส ซานตาคลอสจะทำอะไรกับเธอ”
เด็กชายเงยคางขึ้น “เขาจะเอาลูกอมมาให้คู่คู่เยอะเลย!”
“ไม่ใช่หรอก”
เธอส่ายหน้า กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เขาจะตัดมือสองข้างที่เพิ่งทำลายรูปของพี่ออก ใส่ในเตาอบ แล้วให้สัตว์ประหลาดกินเสีย”
“แง...”
ก็ยังเป็นเด็กนั่นแหละ
โจวฉือคู่ตกใจจนเข้าไปกอดเสิ่นหมิงถังแน่น แล้วร้องไห้โฮ
เสิ่นหมิงถังขมวดคิ้ว มองเวินซ่งอย่างไม่พอใจ “เขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง เธอไม่จำเป็นต้องทำให้ตกใจกลัวขนาดนี้”
“เด็กคนหนึ่งคุณก็อบรมไม่ได้ นอกจากเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมแล้ว คุณทำอะไรเป็นอีก”
เวินซ่งโยนคำพูดนี้ทิ้งไว้ แล้วกลับเข้าห้องตัวเองทันที
กลางดึก รถยนต์มายบัคสีดำค่อย ๆ แล่นเข้ามาในลานบ้าน
เวินซ่งยืนอยู่หน้ากระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน เห็นชายหนุ่มเพิ่งลงจากรถ โจวฉือคู่ก็จูงมือเสิ่นหมิงถังเข้าไปหาเขา
ภาพที่กลมกลืนกันนั้นไม่ต่างอะไรกับครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกเลย
เป็นเวลานาน ประตูห้องจึงมีเสียงเคลื่อนไหว
โจวอวี้ชวนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงไม่สู้ดีนัก “เธอขู่ให้คู่คู่กลัวหรือ”
“ใช่”
เวินซ่งชี้ไปที่สิ่งของบนโต๊ะหัวเตียง “เขาฉีกรูปครอบครัวของฉันจนขาดหมด”
โจวอวี้ชวนตะลึงไปชั่วขณะ
เพิ่งนึกได้ว่า ตัวเองไม่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก่อน
เขาเหยียดแขนยาว ๆ ออกมา ตั้งใจจะขยี้ผมของหญิงสาวตรงหน้า แต่กลับถูกหลบเลี่ยงไป จึงนึกว่าเธอยังโกรธอยู่ ได้แต่น้ำเสียงอ่อนลง
“เป็นความผิดของฉันเอง แล้วก็ขอโทษแทนคู่คู่ด้วยนะ อยากได้อะไรหรือเปล่า ฉันจะจ่ายชดเชยให้เป็นค่าสินไหม”
เวินซ่งยิ้มบาง ๆ “อะไรก็ได้เหรอ”
โจวอวี้ชวนขอโทษด้วยความจริงใจ “แน่นอน”
“ฉันอยากได้ของสองอย่างนี้”
ว่าแล้ว เธอก็ยื่นข้อตกลงที่เตรียมไว้นานแล้วไปให้เขา
โจวอวี้ชวนรับมา ชำเลืองดูเพียงแวบเดียว เห็นว่าเป็นสัญญาอสังหาริมทรัพย์ ก็เซ็นชื่อตัวเองทันที
ฉบับที่สองยิ่งแล้วใหญ่ เขาเปิดไปหน้าลงนามโดยตรง เลยเซ็นอย่างรวดเร็วและเด็ดเดี่ยว
เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เขาเป็นคนใจกว้างมาตลอด
พอเซ็นเสร็จ เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก โอบเอวคอดกิ่วของเวินซ่งที่กอดได้รอบพอดี แล้วดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด “เวินซ่งน้อย พี่ชายของเธอสอนให้เธอรู้จักเชื่อฟังและอ่อนโยนแบบนี้ได้ยังไงนะ”
เวินซ่งได้แต่รู้สึกรังเกียจ เพิ่งจะผลักเขาออก ประตูห้องที่หรี่ไว้ก็มีเสียงเคาะ
ในเสี้ยววินาทีที่โจวอวี้ชวนเห็นคนตรงประตู เขาแทบจะผลักเวินซ่งออกไปโดยไม่รู้ตัว
เวินซ่งตัวแข็งไปชั่วขณะ แต่แล้วก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
เพื่อแสดงความซื่อสัตย์ต่อคนในใจ เขายอมแต่งงานสามปีแต่ไม่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเธอ
ตอนนี้อยู่ใต้ชายคาเดียวกันแล้ว ยิ่งต้องทำตัวให้ดีเข้าไปอีก
เสิ่นหมิงถังเหมือนจะจนใจเล็กน้อย “อาฉวน คู่คู่งอแงอยากให้เธอไปนอนเป็นเพื่อน”
“ฉันกำลังจะไปนั่นแหละ”
โจวอวี้ชวนตอบรับ แล้วมองไปที่เวินซ่ง “ไม่โกรธนะ”
“ไม่โกรธ”
รอให้เขาหันหลังจากไป เวินซ่งก็ดึงเอกสารฉบับที่สองออกมา ใบหย่า
เธอเป็นคนเชื่อฟังและอ่อนโยนจริง ๆ
กระทั่งเรื่องหย่า ยังเตรียมใบหย่าไว้เอง และยื่นไปตรงหน้าเขา