เหมายันยามจื่อ เป็นเวลาที่หนึ่งหยางถือกำเนิด
หยางปราณของปีเริ่มพวยพุ่งขึ้นนับแต่ยามนี้
ซูจื่อหยางเกิดในเหมายันยามจื่อ ฉะนั้นบิดาจึงตั้งชื่อให้ว่า ซูจื่อหยาง
บิดาของซูจื่อหยางเป็นผู้หลงใหลในวัฒนธรรมประเพณี
ผ่านไปยี่สิบกว่าปีเพียงชั่วพริบตา
ซูจื่อหยางคล้อยตามการจัดวางของบิดา เข้าศึกษามหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีน เรียนการแพทย์แผนจีน
ถูกหล่อหลอมด้วยบรรยากาศทางวัฒนธรรมเข้มข้นตั้งแต่เด็ก ซูจื่อหยางจึงหลงใหลการแพทย์แผนจีนเช่นกัน
หลังจบปริญญาตรี เมื่อเห็นสถานการณ์การหางานอันเข้มงวด ซูจื่อหยางจึงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท
ตลอดเส้นทางอันขรุขระ ในที่สุดก็สำเร็จการศึกษา
สามปีในรั้วปริญญาโท ซูจื่อหยางหมกตัวอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลา แต่ไม่ชอบบรรยากาศการทำงานในนั้นนัก ดังนั้นซูจื่อหยางผู้ตั้งปณิธานจะเปิดสถานพยาบาลแพทย์แผนจีนของตนเอง หลังสำเร็จการศึกษาจึงสละโอกาสเข้าทำงานในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มุ่งมั่นหางานในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งจนได้
สถานพยาบาลแห่งนี้ต่างจากที่อื่น เพราะสังกัดอยู่ในสำนักเต๋า เป็นสถานพยาบาลเต๋าโดยเฉพาะ
หมอในนั้นส่วนใหญ่เป็นนักพรตที่สอบผ่านใบประกอบโรคศิลป์แพทย์แผนจีน และคฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาและบวชแล้วหลายคน
งานของซูจื่อหยางมาจากการแนะนำของสหายนักพรต
สหายนักพรตผู้นั้นเห็นค่าในฝีมือการแพทย์และวุฒิของซูจื่อหยาง ครั้นฟังความต้องการของเขาแล้ว จึงแนะนำซูจื่อหยางมายังสถานพยาบาลเต๋าแห่งนี้
ผู้ดูแลสถานพยาบาลเต๋าคือนักพรตอาวุโสชราผู้หนึ่ง ภายหลังซูจื่อหยางได้ยินว่าท่านมีอายุร้อยปีแล้ว เมื่อเห็นเรือนร่างคล่องแคล่ว หูตาว่องไวของนักพรตอาวุโส ซูจื่อหยางก็อดมิได้ที่จะแอบทึ่งในเคล็ดวิชาบำรุงชีวีของฝ่ายเต๋า
นักพรตอาวุโสมีอุปนิสัยใจดี ต้อนรับการมาของซูจื่อหยางยิ่งนัก ถึงกับเรียกผู้ร่วมงานทั้งหมดมาแนะนำซูจื่อหยางให้รู้จัก
อาจกล่าวได้ว่า ซูจื่อหยางเป็นบุคคลพิเศษที่สุดในสถานพยาบาลนี้
ประการแรกคือมีวุฒิสูงสุด แม้ทุกคนที่นี่มีใบประกอบโรคศิลป์ถูกต้อง แต่ไม่มีผู้ใดจบปริญญาโท
ประการที่สองคือซูจื่อหยางไร้ศรัทธา แม้เขาชอบวัฒนธรรมประเพณี แต่ไม่มีความเชื่อจำเพาะเช่นนั้น
ดังนี้ หลังจัดการเอกสารทั้งปวงเสร็จ ซูจื่อหยางก็เริ่มงานในสถานพยาบาลเต๋าที่นี่
สถานพยาบาลเต๋าเป็นตึกสามชั้น พื้นที่ไม่ใหญ่นัก แต่ละชั้นมีห้องตรวจ 8 ห้อง
ห้องตรวจของซูจื่อหยางอยู่ชั้นสอง
คือหมายเลข 203
ห้องไม่ใหญ่โต บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ใช้สำหรับออกใบสั่งยา
บนโต๊ะมีหมอนจับชีพจรหนึ่งใบ สมุดบันทึกอาการหนึ่งเล่ม
ด้านหลังมีตู้ยา ในนั้นเก็บเข็มฝังเข็มสองสามกล่องกับสำลีแอลกอฮอล์
ซูจื่อหยางเปิดตู้ยาพบว่าในนั้นยังมีห่อฮวยงุ่ยอยู่หนึ่งห่อ
เมื่อเปิดออก กลิ่นโกฐจุฬาลัมภาโชยมา ลองขยี้ด้วยนิ้วรู้สึกนุ่มราวสำลี
คุณภาพของฮวยงุ่ยเช่นนี้ต้องผลิตด้วยอัตราส่วน 1:20 ขึ้นไป
ฮวยงุ่ยคือใบโกฐจุฬาลัมภาที่เก็บเกี่ยวแล้วนำมาตำซ้ำๆ คัดส่วนหยาบและสิ่งเจือปนทิ้ง เหลือเพียงส่วนละเอียด อัตราส่วน 1:20 คือใบโกฐฯ 20 ชั่ง ผลิตฮวยงุ่ยได้ 1 ชั่ง
อัตราส่วนยิ่งสูง ฮวยงุ่ยยิ่งละเอียด แต่ถึงกระนั้น ฮวยงุ่ยดีที่สุดคือใบโกฐฯ สามสิบกว่าชั่งผลิตได้หนึ่งชั่ง
หากสูงกว่านั้นจะทำลายโครงสร้างของใบโกฐฯ ทำให้สูญเสียสรรพคุณ
ขณะกำลังคิด ประตูก็มีเสียงเคาะ
หันไปมอง กลับเป็นเด็กสาวมวยผมมวยเตี๊ย ใส่ชุดฮั่นฝูคนหนึ่งกำลังเคาะประตู
“เชิญเข้ามา สวัสดี ไม่ทราบว่ามาพบหมอหรือไม่?”
ซูจื่อหยางเชื้อเชิญเด็กสาวให้เข้ามา
ทว่าเมื่อถามนางว่ามาหาหมอหรือไม่ เด็กสาวกลับเอามือปิดปากหัวเราะ
“มิใช่” เสียงนุ่มละมุนยิ่งดังเข้าหูซูจื่อหยาง ไพเราะนัก
“เช่นนั้น?” ซูจื่อหยางมองเด็กสาวผู้หัวเราะแล้วดูน่ารักน่าเอ็นดูด้วยความฉงน
“ข้าเป็นศิษย์ของนักพรตจาง ท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวหยางก็ได้ ท่านอาจารย์กล่าวว่าจะทำป้ายแนะนำตัวให้ท่าน เลยให้ข้ามาถามว่าท่านถนัดรักษาโรคใด ข้าจะได้ไปทำป้ายให้” นักพรตน้อยเสี่ยวหยางยิ้มแย้มแจ่มใสกล่าวถึงความประสงค์
นักพรตจางก็คือผู้ดูแลสถานพยาบาลเต๋าแห่งนี้
ป้ายแนะนำตัวที่ว่าก็คือ ตอนเข้าไปในสถานพยาบาล บนผนังจะมีรูปถ่ายของหมอในที่นี้ ด้านล่างเขียนคำแนะนำตัวหมอและโรคที่หมอถนัดรักษา บางป้ายยังมีเวลาออกตรวจด้วย
ซูจื่อหยางมองนักพรตน้อยเสี่ยวหยาง ครุ่นคิดเล็กน้อย
“ก็เขียนว่า รักษาโรคทางอายุรกรรมทั่วไปก็แล้วกัน แล้วข้าเรียนจบปริญญาตรีด้านฝังเข็มและทุยหนา จะฝังเข็มและทุยหนาได้ด้วย เขียนลงไปได้หรือไม่?”
คำถามนี้ทำให้ซูจื่อหยางจนปัญญา แม้ตนเองจะฝึกงานในโรงพยาบาลมาสามสี่ปี แต่ถ้าถามจริงๆ ว่าถนัดรักษาโรคใด กลับนึกอะไรไม่ออกในทันที
“หมดแล้วหรือ?” นักพรตน้อยเสี่ยวหยางมองคำแนะนำเรียบง่ายของซูจื่อหยางพลางแปลกใจ
“หมดแล้ว!” ซูจื่อหยางผงกศีรษะ
นักพรตน้อยเสี่ยวหยางชะงักไปเล็กน้อย บุ้ยปากคล้ายกำลังใคร่ครวญ จากนั้นหยิบสมุดในมือขึ้นมาเขียน
ราวห้านาทีกว่า ซูจื่อหยางก็มองนักพรตน้อยเสี่ยวหยางนั่งเขียนของนางเอง
“เสร็จแล้ว! ท่านลองดู!” ขณะซูจื่อหยางใจลอย นักพรตน้อยเสี่ยวหยางก็ยื่นสมุดในมือมาส่งให้
ซูจื่อหยางมองสมุดเล่มนั้น สิ่งที่นักพรตน้อยเสี่ยวหยางเขียนคืออักษรลี่ซู
ในสมุดเขียนว่า “นายแพทย์ซูจื่อหยาง สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีน... ระดับปริญญาโท ชำนาญการใช้ทฤษฎีแพทย์แผนจีน กำหนดวิธี บัญญัติตำรับ ใช้เภสัช รักษาโรคซับซ้อนทั้งอายุรกรรม ศัลยกรรม นรีเวช กุมารเวช และอื่นๆ อีกทั้งชำนาญการฝังเข็มและทุยหนา แก้ปัญหาโรคปวดคอ ไหล่ เอว ขา และกลุ่มอาการปวดต่างๆ”
ตัวอักษรในสมุดทำเอาซูจื่อหยางตะลึงงัน
“นี่...” ซูจื่อหยางมองสมุดในมือ แล้วมองนักพรตน้อยเสี่ยวหยางที่จ้องเขาอยู่
“สมควรหรือไม่?” ซูจื่อหยางไม่รู้จะกล่าวเช่นไร
“สมควรแน่นอน! ท่านลองดูหากไม่มีปัญหา ข้าก็จะลงไปแล้ว ท่านทำงานเถิดหมอซู!”
คำยืนยันของนักพรตน้อยเสี่ยวหยางทำให้ซูจื่อหยางใจระทึก คืนสมุดให้นางไป สำหรับหมอแผนจีนฝึกหัดใหม่แล้ว บทแนะนำเช่นนี้ช่างเกินความจริงไปหน่อย
แม้ช่วงเรียนอยู่ ซูจื่อหยางเคยเปิดตำรับยา ฝังเข็มรักษาโรคให้หายมาแล้วหลายราย
แต่พอต้องนั่งอยู่ในห้องแล้วบอกคนไข้ด้วยความเคร่งขรึมว่า ตนรักษาทุกโรคได้ อย่างไรเสียในใจก็อดกระวนกระวายมิได้
คิดไปคิดมา ซูจื่อหยางก็ตัดสินใจไม่คิดต่อ
ต่อให้คิดไปก็ไร้ประโยชน์
มีแต่ทำให้ตนหวาดกลัวเปล่า ในเมื่อนักพรตน้อยเสี่ยวหยางบอกว่าไม่มีปัญหา ก็เชื่อมั่นในตนเองเถอะ คงไม่มีปัญหากระมัง!
ซูจื่อหยางส่ายหน้าพลางยิ้ม แอบถอนใจว่าตนคิดวกวนไปไย
บางทีอาจเพราะรู้สึกกระวนกระวายอยู่บ้าง
ขณะนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้ากว่า ที่สถานพยาบาลเริ่มมีคนไข้มาพบหมอต่อเนื่องบ้างแล้ว
ผู้ตรวจรักษาห้องข้างๆ เป็นนักพรตวัยกลางคน ซูจื่อหยางได้ยินว่าแซ่จิน
ในห้องของนักพรตจินมีคนไข้แล้ว บางคราวมีเสียงเด็กๆ หยอกเย้าเล่าเล่นดังมา
นักพรตจินเก่งกาจด้านรักษาโรคเด็ก
กุมารเวชในโบราณเรียกสาขาเงียบ เป็นสาขาที่ยากศึกษา เพราะเด็กอายุน้อย จิตใจยังไม่เติบใหญ่ ประจักษ์ในอาการป่วยของตนไม่ชัดเจนนัก ฉะนั้นจึงต้องอาศัยการวินิจฉัยของหมอล้วนๆ เพื่อตัดสินอาการเด็ก
ซูจื่อหยางถามใจตนเองแล้วว่าชอบเด็ก
แต่หลังจากฝึกงานที่แผนกกุมารเวชของโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยได้สามเดือน ก็มิกล้าบอกว่าตนชอบกุมารเวชอีกต่อไป
ยามนี้ พลันหวนนึกถึงประสบการณ์ฝึกงานกุมารเวช เสียงร้องไห้งอแงก็ยังดังระงมในหู
เสียงร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผลมักทำให้คนงุนงง
ในสังคมปัจจุบัน ครอบครัวหนึ่งมักมีลูกเพียงคนเดียว ดังนั้นเด็กงอแง จิตใจผู้ใหญ่ก็จะกระวนกระวายตาม ส่งผลให้เกิดปัญหามาก
และปัญหาเช่นนี้บางคราวก็เกินเลยไปกว่าปัญหาด้านการรักษา
เช่นในห้องของนักพรตจินข้างๆ บางคราวมีเสียงเด็กหยอกล้อดังมา ซึ่งในประสบการณ์ฝึกงานกุมารเวชของซูจื่อหยางไม่เคยพบเจอ
ใจจึงอดมิได้ที่จะแอบคิดว่า นักพรตเหล่านี้ล้วนมีเคล็ดลับอยู่บ้าง
ก่อนมาที่นี่ สหายตนเคยบอกว่า ฝีมือแพทย์ของนักพรตในที่นี้สูงส่งนัก ให้ตนแอบเรียนรู้ไว้ ครานั้นซูจื่อหยางไม่เห็นด้วยอยู่ลึกๆ คิดว่าฝีมือตนมิได้ถึงกับเก่งกาจอะไร แต่ก็น่าจะไม่ด้อยไปกว่าพวกที่มิทันได้เข้ามหาวิทยาลัย
แต่หลังจากฟังนักพรตจินรักษาโรคข้างห้องไปกว่าชั่วยาม ซูจื่อหยางก็พบว่าตนควรเรียนรู้ให้ดีอย่างแท้จริง
ซูจื่อหยางเห็นเด็กๆ ที่ร้องไห้งอแง พอถูกนักพรตจินปลอบประโลมก็พลันยิ้มแย้มแจ่มใสทีละคน ในใจก็เริ่มรู้สึกละอายต่อความคิดก่อนหน้านี้
ซูจื่อหยางเป็นคนใหม่ จึงไม่มีคนไข้ตลอดทั้งเช้า
ฟังเสียงรักษาโรคข้างห้องอยู่ครู่หนึ่ง ซูจื่อหยางกลับมานั่งประจำที่ หยิบตำรา "ซางหานลุ่น" ออกจากกระเป๋าอ่าน
ผู้แต่งซางหานลุ่นคือจางจ้งจิ่ง ภายหลังได้รับยกย่องเป็นอีเซิ่งหรือปราชญ์แห่งการแพทย์
ในยุคหลังยังมีตำราอีกเล่ม ชื่อ "จินกุ้ยเย่าลว์" อยู่คู่กับซางหานลุ่น สองเล่มนี้รวมเรียก "ซางหานจ๋าปิ้งลุ่น" เมื่อกาลนานผ่าน สำเนาต่อๆ มาสูญหายไปบ้าง ถูกต่อเติมบ้าง
ดังนั้นในยามนี้จึงแบ่งเป็นสองเล่ม เล่มหนึ่งคือซางหานลุ่น อีกเล่มคือจินกุ้ยเย่าลว์
ซางหานลุ่นว่าด้วยโรคที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ขณะที่จินกุ้ยเย่าลว์กล่าวถึงโรคทางอายุรกรรมเป็นหลัก
ทั้งเล่มมีตำรับยาทั้งสิ้น 260 ตำรับ สูตรยาล้วนกระทัดรัด รัดกุม สรรพคุณเด่นชัด
ดังนั้นภายหลังจึงเรียกตำรับเหล่านี้ว่า "ตำรับจิงฟาง" หมอโบราณและปัจจุบันเชิดชูตำรับจิงฟางยิ่งนัก จึงถูกขนานนามว่าต้นตำรับแห่งเภสัชตำรา
ส่วนตำราซางหานจ๋าปิ้งลุ่นก็เป็นหนึ่งใน "สี่คัมภีร์คลาสสิกแห่งการแพทย์แผนจีน" ร่วมกับหวงตี้เน่ยจิง หนานจิง และเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิง สี่คัมภีร์นี้วางรากฐานให้การแพทย์แผนจีน
ตำราที่ได้รับการยกย่องทุกยุคสมัย ย่อมเป็นของคลาสสิก
ซูจื่อหยางแทบใช้เวลาทั้งหมดทบทวนตำราเหล่านี้ โดยเฉพาะสองเล่มนี้ แม้จะท่องย้อนหลังจนคล่องปากมิได้ แต่อย่างน้อยก็คุ้นเคยจนชำนาญนัก
ก้มหน้าอ่านหนังสือพลางฟังเสียงคนไข้ข้างนอก
พลันนึกถึงวันที่ตนเคยฝันไว้—ครึ่งวันรักษา ครึ่งวันอ่านตำรา
นี่ก็เป็นวิธีที่คนโบราณเชิดชูยิ่งนักวิธีหนึ่ง
เพราะวิชาการแพทย์แผนจีนมีธรรมชาติที่ต้องศึกษาตราบชั่วชีวิต
ยามสาย ผู้คนมักจิตใจแจ่มใส จึงตรวจรักษาโรคได้ดี ส่วนบ่ายและค่ำ แพทย์สามารถทบทวนประวัติคนไข้แต่เช้า อ่านตำราเพื่อค้นพบข้อด้อยตน เพิ่มพูนตนเองไม่หยุด หากมีกรณีซับซ้อนก็ใคร่ครวญแผนการรักษาในขั้นต่อไป
ขณะคิดเรื่อยเปื่อย
ประตูก็ถูกเคาะอีกครั้ง ซูจื่อหยางนึกว่ามีคนไข้ จึงเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าเป็นนักพรตน้อยเสี่ยวหยางที่เพิ่งจากไป
“หมอซู เมื่อครู่ท่านอาจารย์ได้ยินว่าท่านนวดได้ ให้นำเตียงนวดมาส่งให้ท่าน กับนี่คือประวัติย่อของท่าน” นักพรตน้อยเสี่ยวหยางกล่าวจบ สองคนข้างหลังก็ยกเตียงนวดมาตั้งวางไว้หน้าประตู
จากนั้นนักพรตน้อยเสี่ยวหยางนำป้ายประวัติย่อพลาสติกวางไว้บนโต๊ะของซูจื่อหยาง
ของสิ่งนี้คล้ายกรอบรูป ตั้งบนโต๊ะได้ ด้านในเป็นข้อความที่นักพรตน้อยเสี่ยวหยางเพิ่งเขียน กับรูปถ่ายของซูจื่อหยาง
ของเช่นนี้มีอยู่ในห้องตรวจของหมอหลายคน
“ขอบใจ!” ซูจื่อหยางมองนักพรตน้อยเสี่ยวหยางที่วุ่นวายให้จึงเอ่ยขอบใจ
นักพรตน้อยเสี่ยวหยางยังคงยิ้มแย้ม: “ไม่เป็นไร อ้อ เมื่อครู่ยังมิทันกล่าว ตอนเที่ยง ออกทางประตูหลังโน้น ไปจะมีโรงครัวของสำนักเต๋า รับประทานอาหารฟรีได้ ทว่าเป็นอาหารเจล้วน หากท่านไม่คุ้น ก็ออกไปรับประทานข้างนอกเองเถิด!”
“อ้อ ดีๆ ขอบใจ”
ซูจื่อหยางนอกจากขอบใจแล้ว ก็ไม่รู้จะกล่าวอันใดอีก นักพรตน้อยเสี่ยวหยางพูดจบก็หมุนตัวจากไป