นางเอ่ยปากพลางใช้นิ้วสัมผัสทดสอบความร้อนระอุของเขาอย่างประณีต
เยี่ยนเจาไม่ได้พูด เขาไม่อาจส่งเสียงได้เลย แม้แต่แรงจะคว้ามือที่ก่อกวนของนางก็ไม่มี ใช้พลังใจทั้งหมดทำได้เพียงประคองสติให้ตื่นอยู่เท่านั้น
หลี่ฉงจินไม่ได้รับคำตอบ ขยับเข้าไปใกล้หน้าเขา อาศัยแสงสลัวสบตาเขา
ประสานสายตา เขาเกือบสูญเสียการควบคุมชั่วขณะ แต่ดวงตาคู่นั้นใสดั่งก้นบึ้งน้ำ เขาไม่อาจทนทำร้ายได้
เพิ่งจะปลอบใจตัวเองได้ นางกลับไม่รู้จักยับยั้งเลยสักนิด พลิกกายขึ้นคร่อม
ร่างเขาเกร็งขึ้นมาทันที หลุดเสียงครางออกมาอย่างอดกลั้น
“ลงไป!”
กลิ่นหอมหวานของนางแทบจะท่วมทับเขา หากยามนี้แสงเทียนส่องสว่างทั่วห้อง นางต้องเห็นขอบตาแดงก่ำเพราะออกลั้นของเขาเป็นแน่
น่าเสียดายนางมองไม่เห็นสิ่งใด เพียงเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ข้าทำให้ท่านสามีเจ็บหรือไม่?”
นางขยับไปข้างหน้าอีกนิด แทบจะสัมผัสกันในชั่ววินาทีนั้น เขารีบโอบอุ้มนางขึ้นมาทันที แล้ววางกลับลงบนแท่นนอน
“สามี...”
“หากไม่นอนก็ออกไป” เขากล่าวพลางลงจากแท่นนอน
หลี่ฉงจินกอดผ้าห่มพลางมองเขา “ท่านสามีไปไหน?”
“งานราชการ เดี๋ยวก็กลับมา”
เยี่ยนเจาไม่มีแรงแม้จะกล่าวคำใดอีก ออกไปจากห้องทันที
“ท่านแม่ทัพ”
เสวียนอันเฝ้าอยู่ใต้ชายคา เห็นเขาออกมา นึกว่าตนเองปล่อยให้หลี่ฉงจินเข้ามาทำให้เขาไม่พอใจ กำลังจะอธิบาย ก็ได้ยินเขากล่าว “เตรียมน้ำเย็นถังหนึ่ง ข้าจะอาบ”
“ขอรับ”
เสวียนอันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แต่การปฏิบัติตามคำสั่งคือสัญชาตญาณของเขา อีกทั้งล้วนมาจากกองทัพ สภาพในกรมกองแร้นแค้น อาบน้ำเย็นก็มิใช่เรื่องประหลาดอันใด
แช่ลงในน้ำเย็น ในที่สุดเยี่ยนเจาก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง
หากมิใช่เพราะรู้ดีถึงอุปนิสัยของหลี่ฉงจินแล้ว เขาก็แทบจะสงสัยว่านางวางยาให้เขาหรือไม่
ใกล้ถึงวัยสามสิบแล้ว นอกจากเมิ่งหลีอวิ๋นที่ท่านย่าหลวงจัดให้นั้น เขาแทบไม่เคยพบสตรีใดเลย อนุภรรยาสองคนในเรือนหลังก็ไม่เคยเข้าใกล้กาย
ถึงกระนั้นเขาก็หาใช่หลิ่วเซี่ยฮุ่ย หลี่ฉงจินที่กึ่งใสซื่อกึ่งมึนงง “ยั่วยวน” เช่นนี้ ทำให้เขายากจะควบคุมไฟปรารถนาที่พลุ่งพล่านในใจไว้ได้
คิดถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจ
ผ่านศึกมาครึ่งชีวิต พระราชทานพระกรุณามากมาย เขาผู้นำทัพปราบเหนือนอกยังเป็นผู้ที่ทำให้ศัตรูหวาดหวั่นเพียงได้ยินชื่อ กลับถูกเด็กสาวเพียงสามคำสองคำมาบีบคั้น หากแพร่งพรายออกไป เกรงว่าเขาคงสิ้นชื่อแล้ว
เยี่ยนเจาไปประมาณสามเค่อ หลี่ฉงจินนอนบนแท่นนอน นับเสียงฟ้าอย่างเบื่อหน่าย
นางไม่กลัวฟ้าผ่ามานานแล้ว และไม่ได้ให้ฉู่เจียมาเป็นเพื่อนนานแล้วเช่นกัน หลายปีนี้นางแอบอ่านหนังสือมาพอสมควร ทั้งอธิบายความโบราณ หลี่จี้ชุนชิว ล้วนจดจำได้ขึ้นใจ แน่นอน นอกจากนี้ยังมีหนังสือเบ็ดเตล็ดอีกด้วย
ยามสาวแรกรุ่น ใครบ้างไม่อ่านบันทึกเรื่องเล่าสองสามเล่ม ในนั้นมีคำพรรณนาที่ลึกซึ้งบางส่วน นั่นเป็นทางแรกที่ทำให้นางได้รู้เรื่องเหล่านี้
ต่อมาพี่สามสำมะเลเทเมาแห่งเรือนรองติดนิสัยเที่ยวหอนางโลม นางจึงแอบตามเขาเป็นครั้งคราว เล็ดลอดเข้าไปดูวิธีต้อนรับขับขู่ของเหล่าหญิงคณิกา
นางรู้วิธีการร่วมหลับนอน และรู้ว่าเมื่อครู่เยี่ยนเจามีปฏิกิริยา
ที่บอกว่าไปจัดการงานราชการนั้น หลอกผีกระมัง
ฝนนอกหน้าต่างค่อย ๆ เบาลง นางกัดนิ้วพลางลูบหมอนของเขา
ผ้าห่มล้วนอบอวลด้วยกลิ่นหอมจากกายนาง มีเพียงหมอนที่เขาหนุนนอนเท่านั้นยังหลงเหลือกลิ่นสนหิมะจาง ๆ อยู่บ้าง
หายไปนานถึงเพียงนี้ ยังสะสางไม่เสร็จอีกหรือ?
นางกระพริบตาปริบ ๆ นึกถึงเอวและหน้าท้องที่กำยำ เสียงทุ้มต่ำของเขา ใบหน้าก็แดงซ่านขึ้นมาฉับพลัน
เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าเหล่าบุรุษในเรือนดอกไม้เหตใดจึงมีใจร้อนแรงต่อเรื่องเช่นนี้ได้ถึงเพียงนั้น ครั้นถึงคราวตนเองแล้วจึงได้รู้รสชาติในนั้น
เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู นางจึงลุกขึ้นนั่ง
เยี่ยนเจาเข้าประตูมาก็เห็นหลี่ฉงจินนั่งอยู่ตรงนั้น ชะงักไป “เหตุใดไม่นอน?”
“หวาดกลัว นอนไม่หลับ”
ในเมื่อแสดงก็ต้องแสดงให้ถึงที่สุด นางขยับเข้าไปข้างในเล็กน้อย แล้วขยับอีกครั้ง พยายามเบี่ยงที่ว่าง
เยี่ยนเจานั่งลงที่ข้างเตียง แม้แต่รองเท้าก็ยังไม่ได้ถอด “นอนเถิด ข้าจะเฝ้าเจ้า”
หลี่ฉงจินพยักหน้า สายตาเหลือบผ่านท่อนล่างของเขาอย่างไม่ตั้งใจ แล้วห่มผ้าอย่างว่าง่ายหันหลังให้
เขาไม่ได้สังเกตความคิดเล็ก ๆ ของนาง แต่ก็ไม่กล้านอนต่อ เอนกายข้างแท่นนอนมองดูนางเงียบ ๆ
ฝนพรำตลอดคืนไม่หยุด ครั้นหลี่ฉงจินลืมตาอีกครั้ง เยี่ยนเจาก็แต่งกายเรียบร้อยแล้ว
นางงัวเงียลุกขึ้นจากแท่นนอน แขนที่ถูกทับค่อนข้างปวดเมื่อย แต่นี่กลับเป็นนิทราที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของนาง
“จะออกไปข้างนอกหรือ?” นางเอ่ยด้วยเสียงขึ้นจมูกหนาหนัก พูดสิ่งใดก็เหมือนกำลังออดอ้อน
เยี่ยนเจามองนางแวบหนึ่ง
เมื่อคืนนี้นางไม่เรียบร้อยเลยสักนิด หลับแล้วก็พลิกกายไปมา ชั่วครู่จะกอด ชั่วครู่จะออดอ้อน ครึ่งคืนละเมอเพ้อพร่ำร้องเรียก “สามีสามี” มาตลอด เขาไม่เคยลนลานถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่อาจสดับนิทราได้เลย
หลี่ฉงจินไม่ทันได้ฟังคำตอบของเขา นึกว่าตนยังงัวเงียไม่ตื่นดี เปล่งเสียงเรียก “สามี” อีกครั้ง เสียงอ่อนละมุนนั้นสอดแทรกเข้าในโสตของเขา เลือนรางซ้อนทับกับเมื่อคืนวาน
“อืม เข้าวังไปรายงาน”
นางพยักหน้า มองส่งเขาจากไป
ชุนเถาเข้ามาจากด้านนอก ก้มหน้าสำรวจในห้อง “คุณหนู เมื่อคืนท่านกับท่านแม่ทัพได้...”
“ไม่ได้”
เห็นนางส่ายหน้า ชุนเถาค่อนข้างเป็นกังวล “ท่านแม่ทัพเข้าวังแต่เช้าเช่นนี้ ไม่ได้อยู่ถวายน้ำชากับท่านเลย”
“ชุนเถา ราชกิจสำคัญกว่า คำพูดนี้จะให้ผู้มีใจไม่หวังดีได้ยินมิได้”
ชุนเถาชะงัก พลันได้สติ “ขออภัยคุณหนู บ่าวรู้ผิดแล้ว”
หลี่ฉงจินยกยิ้ม
ในสายตาผู้อื่น เยี่ยนเจาเย็นชาต่อนางอยู่บ้าง ทว่าในสายตานาง ความห่างเหินของเขานั้น มิใช่ความเย็นชา แต่หากว่า—คือการหลบเลี่ยง
นางรับประทานอาหารเช้าในห้องตำรา จากนั้นจัดการเรียบร้อยก็ไปถวายน้ำชาแก่ฉู่เจีย
งานวิวาห์ของสองนางมิอาจนับว่างามสมเกียรติ ฉู่เจียคำนึงถึงชื่อเสียงของนาง จึงมิได้จัดอย่างเอิกเกริก ผู้คนในจวนต่างรู้กันโดยนัยและดำรงไว้ซึ่งความสงบเงียบ แม้แต่การถวายน้ำชาของสะใภ้ใหม่ เรือนรองเรือนสามก็มิได้มา
หากเป็นยามปกติ คนทั้งสองเรือนนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องวางอำนาจแสดงฤทธิ์ต่อหน้า “คุณหนู” แห่งจวนแม่ทัพ
“ท่านแม่ เชิญดื่มชา”
หลี่ฉงจินยื่นถ้วยชาส่งถึงตรงหน้าฉู่เจีย อีกฝ่ายได้ยินคำว่า “ท่านแม่” ก็พลันสะอื้น “เด็กดี เจ้าต้องลำบากใจแล้ว”
เมื่อเช้าได้ยินแม่สื่อมารายงานว่า เมื่อคืนเยี่ยนเจาเปิดผ้าคลุมหน้าแล้วก็ออกจากห้องหอไป หายไปทั้งคืน
ให้นางต้องอยู่ห้องหอเดียวดายในคืนวิวาห์ ฉู่เจียรู้สึกผิดและละอายใจอย่างยิ่ง
“เป็นแม่เองที่ผิดต่อเจ้า และผิดต่อคำฝากฝังของมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าด้วย...”
“ท่านแม่” หลี่ฉงจินกุมมือนาง ส่ายหน้าแผ่วเบา “ท่านสามีดีต่อข้ามาก ข้าไม่รู้สึกลำบากใจเลยสักนิด”
ดูท่าฉู่เจียจะไม่รู้เรื่องที่นางแอบเข้าไปในห้องตำราตอนกลางดึก คงเป็นเยี่ยนเจาสั่งคนใช้ให้ปิดไว้โดยเจตนา
ฉู่เจียรู้สึกหลากหลาย “นับแต่นี้ไปเจ้าก็คือคุณหนูแห่งจวนแม่ทัพที่ถูกต้องตามครรลอง แม่เพียงหวังให้เจ้าไม่ถูกผู้ใดบีบบังคับ ให้เยี่ยนเจาคุ้มครองเจ้าให้สงบสุขชั่วชีวิต”
หลี่ฉงจินก้มหน้าอย่างว่าง่าย แต่หาได้ฟังคำพูดนั้นเข้าไปไม่
มารดาผู้ให้กำเนิดนางมีพระคุณช่วยชีวิตแก่จวนแม่ทัพ ภายหลังยังได้ปูทางให้พวกเขาด้วยตนเอง จึงเกิดความรุ่งโรจน์ของสกุลเยี่ยนทุกวันนี้ คำสั่งเสียของนางคือให้ฉู่เจียคุ้มครองนางให้ไร้ทุกข์สงบสุข
ทว่าความผิดที่ยังมิได้รับการชำระ จะไร้ทุกข์ได้อย่างไร? หลบซ่อนชื่อแซ่ไปชั่วชีวิต แล้วจะแลกมาซึ่งความสงบสุขได้หรือ?
“คำของท่านแม่ ฉงจินจำไว้แล้ว” นางเงยหน้า “ได้ยินว่าวันนี้ที่聚宝斋มีการประมูลของโบราณ ข้าจะออกไปชมได้หรือไม่?”
อย่างไรเสียท่านย่าหลวงยังป่วย ไม่มีทางได้พบคนในเร็ววัน ฉู่เจียเองก็ไม่อาจทนกักขังนางไว้ในจวนได้ จึงพยักหน้าปล่อยนางไป
聚宝斋วันนี้ของประมูลล้วนมีที่มาไม่ธรรมดา แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
รถม้าอ้อมไปยังประตูข้าง มีเด็กรับใช้คอยอยู่รับนางเข้าไป
คนในจวนแม่ทัพล้วนรู้ว่านางชอบของโบราณและอักษรภาพวาดมาตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่จำความได้ฉู่เจียก็มักพานางมาที่聚宝斋 สิ่งใดที่นางชอบ ก็จะประมูลมาให้
ภายหลังนางเติบใหญ่ ไม่ต้องให้ฉู่เจียพามาก็มาด้วยตนเองได้ นางเป็นแขกผู้มีเกียรติของที่นี่ ไม่เพียงมีคนคอยปรนนิบัติเป็นพิเศษ ยังมีห้องส่วนตัวอีกด้วย
“คุณหนูหลี่วันนี้มาเพื่อสิ่งใดขอรับ?” เด็กเดินนำทาง กล่าวทักทายนางอย่างสุภาพ
“ประติมากรรมทับทิมหยกเย็น”
นางเอ่ยปาก เห็นเด็กรับใช้ผู้นั้นชะงักไป
วันนี้ของประมูลมากมายหลากหลาย ตั้งแต่ลายมือพู่กันของอาจารย์ใหญ่สมัยก่อน ลงไปจนถึงภาชนะแก้วเจียระไนจากฝีมือช่างเอก ประติมากรรมทับทิมหยกเย็นเมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านั้น ก็หาได้นับว่าเป็นของหายากอะไรไม่
แต่สำหรับนางแล้ว มันคือของตกทอดจากมารดา
นางตามเด็กรับใช้ขึ้นไปถึงห้องบนชั้นสอง ยังไม่ทันผลักประตู จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังมาจากข้างกาย—
“หลี่ฉงจิน?!”
หลี่ฉงจินหันกลับไปตามเสียง เห็นผู้มา ก็เบะยิ้ม “พี่เมิ่ง”
“อย่าเรียกข้าว่าพี่ น่าขยะแขยง!”
เมิ่งหลีอวิ๋นสวมอาภรณ์สีชมพูอ่อนทั้งชุด มวยผมเกล้าขึ้น หางตาชี้ขึ้นเบื้องบนยามนี้จ้องมองนางอย่างดุร้าย
เมื่อวานชัดเจนว่าเป็นวันมงคลวิวาห์ระหว่างนางกับเยี่ยนเจา ความผูกพันชิงเหมยจู๋หม่าที่สั่งสมมากว่าสิบปีกำลังจะกลายเป็นสามีภรรยา กลับถูกฉินอ๋องมาป่วน
บิดานางในราชสำนักดำรงตนเป็นกลางมาตลอดชีวิต ไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ ๆ จึงเปลี่ยนข้าง ก่อนเกี้ยวบุปผาจะออกจากประตูก็เปลี่ยนตัวนางไปแต่งงานกับผู้อื่น!
ชาติกำเนิดจวนอัครมหาเสนาบดี กุลสตรีตระกูลใหญ่ บัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งสำนักศึกษา ยอดหญิงงามเมือง
เพื่อเกียรติยศเหล่านี้ นางเคร่งครัดต่อตนเองมาโดยตลอด แม้แต่การคบมิตรยังตั้งเกณฑ์ “ตระกูลสูงศักดิ์” ไว้ กลับคาดไม่ถึงว่าสักวันหนึ่งจะถูกบิดาร่วมอุทรตนเองวางแผน จนกลายเป็นเรื่องตลกหลังอาหารของคนอื่น!
นางขัดขืนไม่ยอมจนตัวตาย แต่สุดท้ายก็แขนขาไม่สู้ขาหนีบ ในคืนวิวาห์ แม้แต่ความกล้าที่จะหลั่งน้ำตาก็ไม่มี เกรงจะทำให้ฉินอ๋องไม่พอพระทัย
เดิมคิดจะรอให้เยี่ยนเจากลับเมืองหลวงแล้วค่อยอธิบายกับเขาให้ดี แต่วางแผนมาพันพัน ไม่คาดคิดว่าสกุลเยี่ยนจะเปิดช่องให้หลี่ฉงจินแทรกตัวขึ้นมาแทนตำแหน่งของนาง!
นางก็รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายหาได้บริสุทธิ์ใสซื่อดังที่แสดงออกมาไม่ แสร้งทำทีเช่นนั้นก็เพื่อยั่วยวนเยี่ยนเจา!
ท่าทีนี้หลี่ฉงจินคาดการณ์ไว้นานแล้ว นางหัวเราะเบา ๆ “ไม่เรียกพี่เมิ่ง เช่นนั้นเรียกพระชายาฉิน? จะให้เรียกเช่นตอนเด็ก ๆ — ว่าพี่สะใภ้ ก็ไม่ได้กระมัง?”
มองใบหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนสีไป นางก็เลิกคิ้ว
นับตั้งแต่เมิ่งหลีอวิ๋นรู้ว่าความคิดของนางที่มีต่อเยี่ยนเจานั้นไม่บริสุทธิ์แล้ว ก็คอยบีบบังคับด้วยฤทธิ์และล่อด้วยผลประโยชน์ทั้งเปิดเผยและลับ ๆ ให้นางเรียกตนว่าพี่สะใภ้เสมอมา ยามเยี่ยนเจาไม่อยู่ในจวน นางยิ่งอาศัยความโปรดปรานของท่านย่าหลวงข่มเหงรังแกนาง
ภายนอกทำได้ดีเยี่ยม ราวกับเป็นพี่สะใภ้ผู้รักใคร่น้องสาว แต่แท้จริงทุกครั้งที่กล่าวว่า “สนทนากันอย่างถูกคอ” ล้วนเป็นการรังแกแต่ฝ่ายเดียว หนักข้อเข้า ยังลงมือตีนางอีกด้วย
“หลี่ฉงจิน เจ้าก็เป็นแค่ลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่เลี้ยง” ผู้คนสัญจรไปมา เมิ่งหลีอวิ๋นกดความหุนหันไว้ “ความคิดที่เจ้ามีต่อเยี่ยนเจาก็เหมือนหนูในร่องน้ำ ไม่อาจเห็นแสงสว่าง เขาไม่มีทางมีความรู้สึกชายหญิงกับเจ้าไปชั่วชีวิต!”
คำพูดเจ็บแสบยิ่งนัก แต่หลี่ฉงจินกลับไม่ปริแตกอย่างที่นางคาดหมาย กลับส่ายหน้าอย่างเสียดายกล่าวว่า “พี่เมิ่งดูจะไม่ค่อยเข้าใจท่านพี่”
คำพูดซ่อนนัย อีกฝ่ายชะงัก “เจ้าหมายความว่าอะไร?”