บางทีอาจเพราะกลิ่นอายของไอน้ำเจือปน กลิ่นหอมดอกกุ้ยฮวาบนกายนางยิ่งทวีความเข้มข้น ประหนึ่งเชือกเส้นหนึ่งที่พันธนาการผู้คนไว้แน่นหนา
เยี่ยนเจากระชับแขนแน่นขึ้น นางสัมผัสได้ ร่างบางสั่นสะท้าน
แรงสั่นสะท้านเพียงเบาหวิวแผ่ซ่านจากฝ่ามือเขาสู่ทุกอณูเรือนกาย เขาแทบจะออกแรงมากขึ้นอย่างมิอาจยับยั้ง
“เจ็บ!” นางยื่นมือผลักเขา ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงนัก ยามดิ้นรนกลับดึงคอเสื้อให้กว้างกว่าเดิม
“อย่าขยับ” น้ำเสียงเยี่ยนเจาทุ้มต่ำลง แววตาเคร่งขรึม เขายกมือขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อจัดคอเสื้อนางให้เรียบร้อย
นางยกมือป้องทรวงอก เงยหน้ามองเขาด้วยแววตาฉ่ำเยิ้ม “เหตุใดท่าน夫君ถึงกลับมา?”
ร่างนางยังคงซุกอยู่ในอ้อมอกเขา หากเขาก้มศีรษะลงเพียงเล็กน้อยก็จะแตะริมฝีปากนางได้อย่างง่ายดาย
ริมฝีปากนางดั่งกลีบดอกกุ้ยฮวาสองกลีบ ริ้วรอยละเอียดอิ่มตัวบนแผ่นกลีบสีชมพูระเรื่อ ทำให้คนดูเผลอเกิดความอยากรู้อยากเห็นในสัมผัสนั้นอย่างไม่มีเหตุผล
เยี่ยนเจามิได้ตอบ หลี่ฉงจินมองไปนอกประตู พลันเขย่งปลายเท้าประชิดข้างหูเขา
เส้นผมข้างขมับที่อ่อนนุ่มละเอียดของนางเสียดสีผ่านแก้มเขา ขนตากวาดผ่านปลายหูเขา
นางอ่อนนุ่ม
อ่อนนุ่มละมุนดุจสายน้ำ
หลี่ฉงจินยื่นมือหยิบกลีบดอกไม้จากศีรษะเขามาหนึ่งกลีบ วางลงในมือเขา “บนศีรษะมีดอกไม้ร่วงหล่น”
เขาได้สติ ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างกะทันหัน “เจ้าพักผ่อนเสียเถิด ข้าคืนนี้จะนอนที่ห้องหนังสือก่อน”
กล่าวจบ เขามิได้แยแสจะหยิบตราประทับ หมุนกายจากไป
หลี่ฉงจินลูบไล้ริมฝีปากที่ทาชันน้ำผึ้งของตน ยิ้มบางๆ
เยี่ยนเจากลับถึงห้องหนังสือ นั่งลงสงบจิตใจอยู่เนิ่นนาน ก้มหน้าเห็นกลีบดอกไม้ในฝ่ามือ ไฟที่เพิ่งมอดดับก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
เขาอายุสิบแปดปีก็ออกสนามรบ บัดนี้ผ่านมาสิบเอ็ดปีแล้ว ในสนามรบเห็นความพลัดพรากจากเป็นตายมาจนชินชา เขาไม่อาจก่อเกิดความรู้สึกอาลัยรักใคร่ใดๆ อีก แม้แต่อนุภรรยาสองนางในเรือนหลังก็ยังเบื่อหน่ายที่จะปรนนิบัติ มิพักต้องกล่าวถึงเรื่องราวที่ทำเมื่ออารมณ์รักถึงขีดสุด
แต่หลี่ฉงจินกลับทำให้เขามีความรู้สึกที่แปลกไปเป็นครั้งแรก—
ความปรารถนาที่มิอาจยับยั้งได้นั้น เปล่งเสียงคำรามพุ่งพรวดออกมาจากกระดูกดำ
ทว่านางกลับเป็นหลี่ฉงจิน
เขาชะงักค้าง
นางตั้งแต่เด็กก็มีท่วงท่าว่านอนสอนง่ายน่ารักน่าเอ็นดู ไม่ว่าฉู่เจียจะตามใจอย่างไร นางก็ไม่มีท่าทางคุณหนูใหญ่แม้แต่น้อย หากเขากลับจวนเมื่อใด นางก็จะเดินตามหลังเขาต้อยๆ ทั้งวัน เรียก ‘ท่านพี่’ ทุกคำ
ผู้คนในจวนล้วนเกรงกลัวเขา แม้แต่ท่านย่าหลวงและมารดาฉู่เจียก็มักจะคอยดูสีหน้าเขาก่อนทำสิ่งใด
มีเพียงนาง
ยามจับแมวแกล้งหมา ยามมีเรื่องขอร้องใคร ก็มักจะมาหาเขาเป็นคนแรกเสมอ
เยี่ยนเจาขมวดคิ้วแน่น หน้าผากเขียวคล้ำด้วยเส้นเอ็นปูดโปน
พวกเรารู้จักและอยู่ด้วยกันมานานปานนี้ แล้วเขาจะมีจิตคิดการเช่นนี้ต่อหลี่ฉงจินได้อย่างไร!
ใจคิด ทว่ามือกลับอดลูบคลำกลีบดอกไม้ในมือนั้นไม่ได้ ควบคุมตนเองมิให้หวนระลึกถึงริมฝีปากของนาง
ปลายนิ้วมีหนังด้านจากการฝึกฝนยาวนาน กลีบดอกไม้เหี่ยวย่นภายใต้การขยี้ถู
นอกประตูพลันทอดเงาร่างหนึ่ง “ท่านแม่ทัพ ข้อความจากจวนฉินอ๋อง”
องครักษ์เงาเสวียนอันปรากฏกายไร้สุ้มเสียง เยี่ยนเจาเก็บกลีบดอกไม้ซ่อนไว้ในฝ่ามือ รับคำเป็นสัญญาณให้เขาเข้ามา
“หน่วยข่าวรายงานว่า องค์รัชทายาททรงละเลยราชการแผ่นดินมาเกือบเดือน ฉินอ๋องฉวยโอกาสดึงดูดใจผู้คนไว้มาก”
เยี่ยนเจาแย้มยิ้ม “อัครมหาเสนาบดีขวาแปรพักตร์แล้วหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อัครมหาเสนาบดีขวาเมิ่งลี่วัยห้าสิบปี ทว่าได้เป็นขุนนางผู้ช่วยเหลือกษัตริย์มาสองพระองค์แล้ว
รัชทายาทกับฉินอ๋องเป็นอริกันมาเนิ่นนาน เขารักษาจุดยืนเป็นกลางมาตลอด ครั้งนี้จังหวะแปรพักตร์นับว่าเลือกได้ไม่เลว ตัดขาดกับฝ่ายรัชทายาทอย่างเด็ดขาด
“จากรายงานของคนที่สอดแนมในจวนอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา คุณหนูเมิ่งเดิมทีไม่ยินยอม ถึงขั้นจะผูกคอตาย สุดท้ายถูกท่านอัครเสนาบดีเมิ่งตบจนสลบแล้วจับยัดเข้าเกี้ยว”
เสวียนอันส่ายศีรษะทอดถอนใจ
คนนอกต่างกล่าวว่าคุณหนูหนึ่งเดียวแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวามีความสามารถทางอักษรศาสตร์เกินคน ได้รับความรักใคร่เอ็นดูเหลือคณานับ ทว่าสุดท้ายก็เป็นเพียงเครื่องประดับประกอบความสัมพันธ์ทางเส้นสายของบิดาเท่านั้น
เขาแอบชำเลืองมองเยี่ยนเจาแวบหนึ่ง แต่มองอารมณ์เขาไม่ออก จึงก้มศีรษะ “ท่านแม่ทัพ จะให้จับตาจวนอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาต่อไปหรือไม่?”
“อืม” เยี่ยนเจาพยักหน้า เห็นอีกฝ่ายรับคำกำลังจะไป จึงชะงักเล็กน้อย “ไปเอาผ้าห่มจากห้องนอนมาชุดหนึ่ง”
เสวียนอันพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ—หา?”
“ท่านแม่ทัพจะพักที่ห้องหนังสือหรือ?”
เสวียนอันงุนงง
คืนนี้อย่างไรก็เป็นคืนวิวาห์ใหญ่ สามีภรรยาแยกห้องกันนอน พรุ่งนี้ท่านแม่ทัพหญิงรู้เข้าเกรงจะตำหนิว่าท่านแม่ทัพเอาเปรียบคุณหนูหลี่
เยี่ยนเจากวาดตามองเขา เสวียนอันหลังเย็นวาบ รีบพยักหน้าออกไปยังห้องนอน
หลี่ฉงจินกำลังกินอาหารยามวิกาล เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว นางหิวโซ เพิ่งหยิบเปาก๊วยฮวาขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ก็เห็นเสวียนอันเข้ามา
“คุณ... สะใภ้น้อย บ่าวมารับผ้าห่ม”
นางพยักหน้า บอกชุนเถาข้างกายว่า “แม้ย่างเข้าเดือนหกแล้ว ยามค่ำคืนยังคงหนาวเย็นอยู่บ้าง เอาผืนหนากว่านี้มาเถิด”
“เจ้าค่ะ” ชุนเถารับคำ รีบไปหยิบผ้าห่มจากห้องข้างในมาผืนหนึ่ง
เสวียนอันรับมา โดยมิได้รั้งรอ หมุนกายเดินไป
“คุณหนู ท่านแม่ทัพตัดสินใจไม่กลับห้องกับท่านแน่แล้ว ตัวท่านก็จริงๆ เลย ยอมให้ผ้าห่มไปง่ายๆ เช่นนี้ มิใช่เป็นการมิให้เขากลับมาหรอกหรือ!”
ชุนเถากระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ
หลี่ฉงจินแย้มยิ้ม กัดเปาก๊วยฮวาคำหนึ่ง “ใครบอกว่าผ้าห่มนั้นข้าให้เขา”
ที่จริงเป็นของตัวนางต่างหาก
“หา?”
นางมองไปนอกประตู ท้องฟ้ามืดมิดทึบทะมึนพลันมีแสงวาบแวบหนึ่ง
“ฟ้าร้องจะตกแล้ว”
ชุนเถามองตามสายตานาง “อืม ท้องฟ้าอึมครึมหนักกลัวว่าฝนจะตกหนักเสียแล้ว”
หลี่ฉงจินมิได้ตอบ นั่งกินเปาก๊วยฮวาในจานอย่างเงียบๆ เสร็จ บ้วนปาก นั่งอยู่ในห้องนับดูนาฬิกาน้ำ
เมื่อถึงชวด ฝนกระหน่ำหนัก แสงฟ้าแลบ ฟ้าร้องคำรามสนั่นหวั่นไหว
เยี่ยนเจาเขียนฎีกาเสร็จ เปลี่ยนเครื่องแต่งกายพักผ่อน เพิ่งนอนลงได้ไม่นาน จู่ๆ ได้ยินเสียงประตูห้องหนังสือเอี๊ยดอ๊าด เขาลืมตาขึ้นทันที ฟังการเคลื่อนไหวของคนผู้นั้นอย่างตื่นตัว
ลมกรูพัดเข้ามาจากนอกประตู เจือปนด้วยละอองฝน คนตรงประตูราวกับถูกเสียงผลักประตูทำให้ตกใจ นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่จึงค่อยปิดประตูอย่างระมัดระวัง ย่องเบาเข้าไปยังห้องด้านใน
สิ่งที่มาก่อนคนคือกลิ่นหอมดอกกุ้ยฮวา เยี่ยนเจาหลอดลมตึง หลับตาลง
นอกลานบ้านเขามีคนเฝ้ายาม คนทั่วไปมิอาจเข้ามาได้ แต่นางนั้น บ่าวไพร่ก็ไม่กล้าขัดขวาง
ผ้าห่มปลายมือถูกนางเปิดชายออกมุมหนึ่ง นางแอบกระเถิบมาที่ขอบเตียงก่อน พอเห็นเขานิ่งอยู่นานครึ่งวันไม่มีปฏิกิริยา จึงวางใจแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่ม
เดิมทีเยี่ยนเจาตั้งใจจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ทว่าคนข้างกายนั้นกลับเบียดชิดเข้ามาเรื่อยๆ ครู่ต่อมาก็ตะแคงกอดแขนของเขา
หว่างคิ้วเขากระตุกวาบ ลืมตามองนาง “ปีนขึ้นเตียงข้ากลางดึก ใจกล้าดีแท้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากว่าปกติหลายส่วน
หลี่ฉงจินถูกเขาทำให้สะดุ้ง อ้าปากยังมิทันเอ่ยวาจา นอกหน้าต่างพลันมีแสงวาบหนึ่ง ฟ้าผ่าลงมาสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน นางตัวสั่นอย่างแรง ซุกศีรษะเข้ากับอกเยี่ยนเจา
“ข้างนอกฟ้าร้องดังเสียจริง... เสี่ยวจิ่วหวาดกลัว”
อาศัยแสงฟ้าแลบ เยี่ยนเจามองเห็นหน้าตานางชัดเจน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาหวั่นไหว ใบหน้ายังมีรอยน้ำตาคราน้ำตาที่มิทันแห้งสนิท ท่าทางราวกับถูกทำให้ตื่นกลัวจนเกินประมาณ
ในความทรงจำนางกลัวฟ้าร้องจริงๆ หน้าร้อนวันฝนฟ้าคะนอง นางมักฝันร้ายตลอดคืน
ก่อนหน้านี้ล้วนมีฉู่เจียเป็นเพื่อน วันนี้เป็นคืนวิวาห์ใหญ่ของพวกเขา มารดาเขาย่อมไปถึงห้องหอใหม่มิได้
เขาเลิกคิ้วขึ้น คล้ายกำลังคิดตรึกตรอง
ฟ้าแลบอีกสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา นางคว้าโอกาสไว้ ราวกับกวางน้อยที่ตื่นตระหนกคลานข้ามหน้าอกเขา กลิ้งไปอยู่ด้านใน ด้วยน้ำเสียงครึ่งวิงวอนครึ่งออดอ้อนกล่าวว่า “เสี่ยวจิ่วขอนอนกับท่าน夫君!”
ลมหายใจเยี่ยนเจาหนักหน่วงขึ้น
นางมิได้ใช้คำเรียกตนเองว่า ‘เสี่ยวจิ่ว’ ต่อหน้าเขามาหลายปีแล้ว
ตระกูลเยี่ยนมีสามสาขา รุ่นของเขามีเด็กแปดคน หลี่ฉงจินที่รับเลี้ยงมาอายุน้อยที่สุด จึงเรียกว่านางว่าเสี่ยวจิ่ว
ก่อนหน้านี้เขาก็เรียกเช่นนี้เช่นกัน ภายหลังมิรู้ตั้งแต่เมื่อใด นางมิได้เรียกตนเองว่า ‘เสี่ยวจิ่ว’ ต่อหน้าเขาอีก เปลี่ยนเป็น ‘ฉงจิน’ เขารู้สึกว่ามีความหมายจงใจเหินห่างอยู่ แต่แท้จริงนางก็เติบใหญ่แล้ว การรักษาขอบเขตระหว่างพี่น้องเป็นสิ่งที่ควรกระทำ
ฝนกระหน่ำเทลงมา เม็ดฝนกระทบชายคา ใบไม้ ในสระน้ำ ซ่าๆ ดังเซ็งแซ่
ภายในห้องกลับเงียบงันเป็นทะเลสงัด
เยี่ยนเจามิได้แสดงท่าทีใด หลี่ฉงจินสูดจมูก คว้าชายเสื้อเขาไว้ สั่นเบาๆ มิรู้ผ่านไปนานเท่าใด เขาลุกขึ้น หยิบไฟจุดเทียนขึ้นมาจุดเทียนไข
แสงเทียนสั่นไหว ทอดเงาของคนทั้งสองลงบนผนัง เยี่ยนเจาสำรวจนางแวบหนึ่ง รอยน้ำตาบนใบหน้านางยังคงสะท้อนแสงวิบวับ
เขาคว้าผ้าเช็ดหน้ามาผืนหนึ่ง เช็ดน้ำตาให้นาง หลี่ฉงจินก็มองเขาอย่างตะลึงงันอยู่เช่นนั้น
ตั้งแต่น้อยจนใหญ่ นางร้องไห้งอแงนับครั้งได้
ร้องไห้แก้ปัญหาใดมิได้เลย มีแต่จะทำให้ผู้ใหญ่รำคาญใจ
ต่อหน้าเยี่ยนเจา นางยิ่งว่านอนสอนง่ายคล้อยตาม ดังนั้นจึงมิเคยให้โอกาสเขาเช็ดน้ำตาให้ตน
หากรู้ก่อนว่าเขาเป็นเช่นนี้ นางคงร้องไห้จนคอแหบเป็นแน่
“เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว มิมีครั้งหน้า” เยี่ยนเจาเก็บผ้าเช็ดหน้าขึ้น เอ่ยปาก
หลี่ฉงจินรีบผงกศีรษะ มุดเข้าไปในผ้าห่มอย่างรวดเร็วราวกับกลัวเขาจะกลับคำ
ชุนเถาไม่เสียชื่อที่เป็นแขนซ้ายขวาของนาง ผ้าห่มผืนนี้หยิบมาได้พอดิบพอดี นางนอนไม่หนาวไม่ร้อน
เยี่ยนเจากลับมิได้นอนลง เพียงเอนกายพิงเตียงมองนาง
“ท่านไม่นอนหรือ?” นางโผล่ดวงตาสองข้างจากผ้าห่ม สำรวจเขา
“ยังไม่ง่วง” เขาทุ้มเสียง เบือนสายตา “เจ้านอนก่อนเถิด”
ไม่ง่วงแล้วก่อนหน้านี้ดับเทียนทำไม?
ใจคิดเช่นนี้ แต่นางเพียงรับคำเสียงหนึ่ง หลุบตาลง
เยี่ยนเจาหลับตาพักจิตใจ
ห้องหนังสือเคยชินกับการจุดกำยาน ยามปกติเขาล้วนใช้กำยานกลิ่นจางพวกสนหิมะไม้จันทน์ บัดนี้กลับถูกกลิ่นหอมดอกไม้บนตัวนางกลบไปเสียสิ้น
เขามิชอบกลิ่นเครื่องสำอางของสตรี ทว่าแปลกที่กลับหลงใหลกลิ่นหอมของนาง กลิ่นหอมของนางประหนึ่งเมล็ดพันธุ์ ฝังลงในทุกที่ที่พวกเขาสัมผัสกัน อบอวลอยู่เนิ่นนานมิจาง
ทั้งสองรู้จักกันมาสิบสามปีแล้ว เขารู้ว่าหลี่ฉงจินงดงาม ผิวขาวกระจ่าง คิ้วตาละเอียดประณีต ฉู่เจียมักกล่าวว่านางคือเด็กน้อยที่งดงามที่สุดใต้ฟ้า
ถึงกระนั้น เขากลับไม่เคยรู้สึกว่านางเป็นเช่นในตอนนี้—
ชวนให้ลิ้มรสดั่งอาหารเลิศรส?
เมื่อตระหนักถึงความคิดของตน เยี่ยนเจาก็พลันหัวเราะเสียงต่ำออกมา
ช่างต่ำช้าสมกับเป็นสัตว์เดรัจฉานเสียจริง!
เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ยังมิทันกดอารมณ์พลุ่งพล่านลงได้ ก็พลันรู้สึกเย็นวาบที่เอวท้อง
เขามองไปยังตัวการ แววตาคมกริบ
มือของหลี่ฉงจินที่ไขว่คว้าเข็มขัดเขาสั่นสะท้าน กัดริมฝีปากล่างแน่น “เสียงฟ้าร้องดังเกินไป ข้านอนไม่หลับ”
เขาเลิกคิ้ว ก็ได้ยินนางกล่าวต่อว่า “ในเมื่อ夫君ก็มิได้ง่วง เช่นนั้น—เรามากระทำพิธีเข้าหอเสียเลยดีหรือไม่!”
“หลี่ฉงจิน!”
เยี่ยนเจาเรียกชื่อเต็มนางเป็นครั้งแรกในวันนี้ ด้วยน้ำเสียงเจือโทสะเล็กน้อย
ตนก็ช่างปล่อยให้ตัณหาราคะบดบังสติปัญญาเสียแล้ว ตั้งแต่ตอนที่นางกลอกตามองซ้ายมองขวา เขาก็ควรรู้ว่ามิได้อั้นการดีอันใดไว้ กลับปล่อยให้นางพูดจนจบ
“แม่สื่อกล่าวว่า ค่ำคืนวิวาห์ใหญ่ไม่เข้าหอ ภายภาคหน้าสามีภรรยาจะมีวิวาทบาดหมางกัน”
หลี่ฉงจินมีสีหน้าน่าเวทนาน่าสงสาร ทว่ารอจนเขาได้สติ มือนางก็ล้วงเข้าไปถึงข้างในเสื้อผ้าแล้ว
ผิวนางอ่อนนุ่มละเอียดกว่าที่ตนจิตนาการไว้ ปลายนิ้วอ่อนระทวยไร้กระดูกทาบแนบอกเขา สีขาวนวลของผิวเนื้อตัดกับมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งแน่นหนาของเขาชัดเจน
นางสูดลมหายใจ “ร้อนจับเสียจริง”