(เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการกำหนดขึ้นตามจินตนาการ โปรดเข้าใจด้วย)
เตียงอิฐเย็นเฉียบ
กระดาษปิดหน้าต่างแม้จะปิดทับกันสามชั้นแล้ว แต่ลมก็ยังเล็ดลอดเข้ามาในห้องได้
ข้างนอกหิมะกำลังโปรยปราย ไม่ได้ตกหนักหนา แต่ละอองน้อย ๆ เกาะเป็นชั้นบาง ๆ สีขาวบนขอบหน้าต่าง
ขอบเตียงมีเด็กสี่คนนั่งอยู่ คนโตอายุสิบห้าปี คนเล็กเพิ่งห้าขวบ ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพี่สาว ปิดปากตัวเองไว้แน่น
บนเตียงมีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่
ซูบผอมจนจำหน้าแทบไม่ได้ โหนกแก้มสูงตั้ง ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย เบ้าตาลึกโบ๋ เหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ยังมีประกายแวววาวเป็นพิเศษ
เธอลืมตาจ้องมองประตู
เป็นอย่างนี้มาสามวันแล้ว
คนที่รอคอยก็ไม่ปรากฏตัวมาสักที
จางโส่วฟางคุกเข่าอยู่หน้าเตียง มือทั้งสองข้างจับมือแม่ไว้แน่น ข้อนิ้วซีดขาว ปากก็พร่ำเรียก "แม่... แม่..."
ผู้หญิงคนนั้นไม่ตอบ
ดวงตายังคงจ้องมองไปที่ประตู
จางโส่วฟางหันไปมองตามสายตาของแม่
ด้านนอกไม่มีอะไรเลย มีเพียงต้นพุทราที่โล่งเตียน กิ่งก้านมีหิมะเกาะ
เธอหันกลับมา น้ำตาหยดแหมะ ๆ ร่วงลงบนขอบเตียง ซึมเป็นรอยเข้ม
"แม่ อย่ามองอีกเลย ท่านไม่มาหรอก"
ลูกตาของผู้หญิงคนนั้นกระตุกเล็กน้อย
มุมปากขยับนิดหนึ่ง แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
จางโส่วฟางซุกหน้าลงในอุ้งมือของแม่ ไหล่กระตุกขึ้นลง
จางหวยเซิงยืนอยู่ปลายเท้าเตียง เตียงสูงจนเธอเอื้อมไม่ถึง จึงต้องเขย่งเท้าถึงจะเห็นหน้าแม่
เธอยืนอยู่สักพัก แล้วหันไปมองพี่ชายทั้งสอง
จางเสวียเหลียงยืนอยู่ห่างเธอไปครึ่งก้าว อายุสิบเอ็ดปี ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ดวงตาแดงก่ำ แต่ไม่มีน้ำตาร่วง
จางหวยเซิงมองไปยังจางเสวียหมิง พี่ชายฝาแฝดของเธอ ซึ่งนั่งหดตัวอยู่มุมเตียง เช็ดน้ำมูกด้วยแขนเสื้อ ไม่รู้ว่าร้องไห้หรือหนาวกันแน่
จางหวยเซิงหันกลับมา จ้องมองแม่บนเตียง
เธอข้ามภพมาได้ห้าปีแล้ว ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาครั้งแรก ผู้หญิงคนนี้ก็อุ้มเธอ ป้อนข้าว ป้อนน้ำ กล่อมเธอนอน
คืนไหนที่เธอเป็นไข้ ผู้หญิงคนนี้จะอุ้มเธอเดินวนในห้องทั้งคืน ปากก็ฮัมเพลงที่ไม่รู้จัก ทำนองก็เพี้ยนจนฟังไม่รู้เรื่อง
ยามกลางวันที่เธอร้องไห้ ผู้หญิงคนนี้จะแนบใบหน้าเธอ แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า "ไม่ร้องไห้นะ แม่อยู่ตรงนี้"
เธอเคยตายมาครั้งหนึ่งแล้ว พอลืมตาก็กลายเป็นร่างทารก ซุกอยู่ในอ้อมอกของผู้หญิงคนนี้
สมองอันอ่อนเยาว์ของเธอใช้เวลาถึงสามปี กว่าจะรวบรวมความทรงจำสองชาติให้เป็นระเบียบได้
เธอชื่อ เสิ่นชิงเซิง เป็นคนเสิ่นหยาง อายุยี่สิบหกปี นักศึกษาปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์ ตายในห้องเช่า
แล้วเธอก็กลายเป็นจางหวยเซิง ลูกสาวคนเล็กของจางจั้วหลิน ลูกคนที่สี่ของจ้าวชุนกุ้ย
เธอรู้ว่าแม่กำลังจะตาย
เธอรู้ว่าจางจั้วหลินจะไม่มา
เธอรู้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป จ้าวชุนกุ้ยสิ้นลม เพื่อนบ้านช่วยกันเรี่ยไรเงินซื้อโลงไม้บาง ๆ เด็กสี่คนคุกเข่าหน้าศพ แล้วก็ไปเฟิ่งเทียน ไปจอมพลจวน ไปหาพ่อที่ทอดทิ้งพวกเขาไว้โดยไม่เหลียวแล
เธอรู้ทุกอย่าง
ในเอกสารที่เธอเคยอ่านเมื่อชาติก่อนเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า จ้าวชุนกุ้ย ภรรยาเอกของจางจั้วหลิน ปี 1912 ป่วยเสียชีวิตที่ซินหมิน สิริอายุสามสิบเจ็ดปี
จางจั้วหลินติดภารกิจทหาร จึงไม่ได้มาเห็นหน้าสุดท้าย
ในหนังสือเขียนไว้แค่สองประโยค
แต่ตอนนี้เธอนอนอยู่ตรงนี้ต่อหน้าต่อตา
บนเตียง จู่ ๆ จ้าวชุนกุ้ยก็ไอขึ้นมา
เสียงเบามาก เหมือนใบไม้แห้งถูกพัดไหวตามสายลม
จางโส่วฟางเงยหน้าขึ้นทันใด "แม่!"
มือของผู้หญิงคนนั้นขยับเล็กน้อย
จางโส่วฟางเข้าไปใกล้ แนบหูฟังปากของแม่ แล้วเงยหน้าขึ้น
"พี่?" จางเสวียเหลียงก้าวเข้ามา
จางโส่วฟางไม่มองเขา
เธอมองจางหวยเซิง น้ำเสียงแหบแห้งราวกับถูกขัดด้วยกระดาษทราย "เซิงเซิง มานี่"
จางหวยเซิงเดินเข้าไปทีละก้าว
ขาสั้น เตียงสูง โส่วฟางยื่นมือไปอุ้มเธอขึ้นมาบนเตียง
เธอคลานเข้าไป ซบตัวข้างจ้าวชุนกุ้ย เอื้อมมือไปลูบใบหน้าแม่
เย็นเฉียบ
เย็นเหมือนหิมะบนขอบหน้าต่าง
ดวงตาของจ้าวชุนกุ้ยละจากประตูอย่างช้า ๆ แล้วมาหยุดที่ตัวเธอ
แววตานั้นมีบางสิ่ง จางหวยเซิงบอกไม่ถูก แต่หัวใจเธอกระตุกวูบขึ้นมาทันที
"แม่" เธอเรียก
ริมฝีปากของจ้าวชุนกุ้ยขยับ น้ำเสียงแผ่วเบาดุจเส้นด้าย "เซิงเซิง..."
จางหวยเซิงเข้าไปชิด
มือของจ้าวชุนกุ้ยผละออกจากมือของโส่วฟาง ค่อย ๆ อย่างช้า ๆ ยกขึ้นมาวางบนศีรษะเธอ
มือนั้นเบาราวกับขนนก นิ้วสั่นระริก ลูบผมเธอเบา ๆ แผ่วหนึ่ง
"เป็นเด็กดี..." จ้าวชุนกุ้ยพูด "...ฟังพี่สาวของลูกนะ"
จางหวยเซิงพยักหน้า
สายตาของจ้าวชุนกุ้ยเลื่อนจากใบหน้าของเธอไปกวาดมองทีละคน โส่วฟาง เสวียเหลียง เสวียหมิง แล้วกลับไปหยุดที่ประตูอีกครั้ง
คนคนนั้นยังคงไม่มา
มือของเธอจากศีรษะของจางหวยเซิงหล่นลงบนขอบเตียง ไม่ขยับอีกเลย
ดวงตายังคงเบิกกว้าง
ในห้องเงียบสงบไปชั่วครู่
จางโส่วฟางยื่นมือไปจ่อที่จมูกของแม่ มือสั่นเทาอย่างรุนแรง ยื่นไปหลายครั้งกว่าจะถึง
นิ่งไปครู่ใหญ่ เธอเก็บมือกลับมา ปิดตาของจ้าวชุนกุ้ยลง
"พี่?" เสียงจางเสวียเหลียงสั่น
จางโส่วฟางไม่หันกลับมา
เธอเก็บมือของจ้าวชุนกุ้ยกลับเข้าไปในผ้าห่ม จัดมุมผ้าห่มให้เรียบร้อย อย่างที่แม่เคยทำให้พวกเธอทุกคืน
แล้วเธอก็ลุกขึ้น หันกลับมา ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา แต่แผ่นหลังยืนตรง
"เก็บเนื้อเก็บตัวให้เรียบร้อย" เธอพูด "ข้าจะไปหาใครสักคนมาซื้อโลง"
จางเสวียหมิงร้องไห้ออกมาดังว้าก
จางหวยเซิงยังคงหมอบอยู่บนเตียง ใบหน้าแนบกับแขนของจ้าวชุนกุ้ย
เธอไม่ได้ร้องไห้
เธอลูบนิ้วของจ้าวชุนกุ้ยเบา ๆ แล้วกระซิบว่า "แม่ ข้าจำไว้แล้ว ฟังพี่สาวของข้า"
หิมะนอกหน้าต่างยังโปรยลงมา
ละอองน้อย ๆ
จางเสวียเหลียงเดินมาอุ้มเธอจากเตียง เธอซบลงบนไหล่ของเขา มือน้อย ๆ สองข้างจับปกเสื้อพี่ชายแน่น
จางเสวียเหลียงเกร็งลำคอแข็งทื่อ เบ้าตาแดงก่ำ แต่น้ำตาก็ไม่ยอมร่วง
เธอได้ยินเสียงในลำคอของเขากึก
"พี่" เธอเรียก
"...อืม"
"เราไปหาพ่อเมื่อไหร่?"
เสวียเหลียงเงียบไปครู่หนึ่ง "รอให้แม่ลงหลุมก่อน"
"ถ้าท่านไม่มารับพวกเรา พวกเราก็ไปหาท่านเอง"
จางเสวียเหลียงขยับตัวอุ้มเธอขึ้นสูงหน่อย เธอรัดแขนแน่นขึ้น
เธอได้ยินเสวียเหลียงสูดจมูก แล้วเขาก็พูดว่า "พวกเราไปหาท่านเอง"
จางหวยเซิงซบหน้าลงในซอกไหล่ของพี่ชาย
บนตัวเขามีกลิ่นเหงื่อ กลิ่นดิน และกลิ่นฟืนที่เพิ่งเผาเสร็จ
ที่ลานบ้านข้างนอก ป้าข้างบ้านได้ยินเสียงร้องไห้ก็ผลักประตูเข้ามา เห็นคนบนเตียงสิ้นลมแล้วก็กระทืบเท้าปัง ๆ หันหลังออกไปจัดการ
จ้าวชุนกุ้ยป่วยมานานกว่าหนึ่งปี จะขายอะไรก็ขายหมดแล้ว
เงินซื้อโลงใครจะออก?
เพื่อนบ้านช่วยกันเรี่ยไร
ตระกูลจางอยู่ถนนสายนี้มาหลายปีแล้ว จ้าวชุนกุ้ยเป็นคนนิสัยดี เพื่อนบ้านรอบข้างล้วนเคยได้รับน้ำใจจากนาง
หนึ่งชั่วยามต่อมา โลงไม้บาง ๆ ก็มาถึง
เป็นไม้สน ยังไม่ได้ทาสี มีแต่แผ่นไม้สีขาว มองแล้วรู้สึกเย็นยะเยือก
หลังจากเสร็จพิธีฝัง โส่วฟางก็อุ้มเสวียหมิง เสวียเหลียงจูงมือจางหวยเซิง เด็กสี่คนคุกเข่าอยู่หน้าเนินดิน คำนับแม่สามครั้ง
แล้วโส่วฟางก็ลุกขึ้น ดึงเสวียเหลียงให้ลุก อุ้มจางหวยเซิงขึ้น แล้วสะพายเสวียหมิงไว้บนหลัง
"ไป" เธอพูด
"ไปไหน?" เสวียเหลียงถาม
"เฟิ่งเทียน" น้ำเสียงของโส่วฟางแหบแห้ง แต่มั่นคง "ไปหาพ่อของพวกเรา"
จางหวยเซิงซบอยู่ในอ้อมอกของโส่วฟาง หันกลับไปมองเนินดินนั่น
เธอหันกลับมา กอดคอของจางโส่วฟาง
"พี่ ข้าหิว"
จางโส่วฟางก้มมองเธอ แล้วล้วงขนมปังแผ่นครึ่งชิ้นสุดท้ายออกมาจากอก หักแบ่งให้เธอครึ่งหนึ่ง "กินเถอะ เคี้ยวช้า ๆ"
จางหวยเซิงรับขนมปังมา แต่ไม่รีบกิน
เธอยื่นขนมปังในมือให้เสวียหมิงก่อน เสวียหมิงซบอยู่บนหลังเสวียเหลียง ร้องไห้สะอึกสะอื้น เธอยัดขนมปังใส่ปากเขา
เสวียหมิงกัดไปคำหนึ่ง
เธอหักอีกชิ้นให้เสวียเหลียง
เสวียเหลียงไม่รับ
"พี่ไม่หิว"
"โกหก" เธอพูด "เมื่อคืนท่านก็ไม่ได้กินอะไร"
เสวียเหลียงมองเธอ
เธออายุห้าขวบ ซูบผอมเหลือเพียงดวงตากลมโต จ้องเขม็งมาที่เขา ไม่ยอมลดมือ
เสวียเหลียงรับไป กัดคำหนึ่ง
เด็กสี่คนก้าวออกจากประตู
ประตูไม่ได้ลั่นกุญแจ ไม่มีอะไรให้ต้องลั่นแล้ว
ในลานบ้าน ต้นพุทราต้นนั้นตั้งเด่นโล่งเตียนอยู่ท่ามกลางหิมะ กิ่งก้านมีนกกระจอกเกาะตัวหนึ่ง
จางหวยเซิงซบลงบนไหล่ของโส่วฟาง มองไปตามเส้นทาง จากซินหมินถึงเฟิ่งเทียน ระยะทางกว่าร้อยลี้
ไกลเหลือเกิน...