พอเข้าห้อง ลู่ซือชิวก็ปิดประตูเรียบร้อย ครั้นหันกลับมา ดวงตาก็เบิกค้างทันที
เหลิ่งเซียวหันหลังให้เธอ กำลังถอดเสื้อเครื่องแบบทหาร ด้านในเหลือเพียงเสื้อกล้ามเก่า ๆ ตัวหนึ่ง เนื้อผ้าบางจนแทบโปร่งแสง เผยให้เห็นสัดส่วนไหล่กว้างเอวสอบอย่างชัดเจน แผ่นหลังกระชับแน่น ไหล่กว้าง เอวคอด ยามเขายกแขนขึ้น สะบักก็ขยับนูนขึ้นเล็กน้อย ราวกับปีกสองข้างที่กำลังเตรียมทะยาน
ลู่ซือชิวกลืนน้ำลาย ก่อนรีบหันหน้าหนี ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันควัน
ให้ตายสิ!
ภาพแบบนี้ฉันได้ดูฟรีจริง ๆ เหรอเนี่ย?
ไม่ใช่สิ เรื่องมันเดินหน้าเร็วเกินไปหน่อยหรือเปล่า?
ในใจเธอปั่นป่วนราวกับมีฝูงกระต่ายอยู่ในนั้น
คิดถึงลู่ซือชิวคนนี้สิ ล่ามอาวุโสจากสถาบันการแปลชั้นสูง โสดมาตั้งแต่เกิดเกือบสามสิบปี ระยะห่างที่ใกล้ผู้ชายที่สุดในชีวิตก็คือการนั่งคนละฝั่งโต๊ะเจรจาแล้วปะทะคารมกับชาวต่างชาติ
แต่ผลคือแค่วันแรกที่ทะลุเข้ามาในนิยาย ก็ต้องนอนเตียงเดียวกับผู้ชายแล้วงั้นเหรอ?
แถมยังเป็นผู้ชายหุ่นล่ำขนาดนี้อีก?
ด้านหลังมีเสียงขยับตัวดังแผ่ว ๆ อยู่พักหนึ่ง คาดว่าเขาคงนอนลงแล้ว
ลู่ซือชิวสูดหายใจลึก ก่อนค่อย ๆ หันกลับไปอย่างอ้อยอิ่ง
เหลิ่งเซียวนอนหงาย สองมือวางเรียบร้อยเกินเหตุ เรียวขาทั้งสองชิดตรง ผ้าห่มคลุมเป็นระเบียบเป๊ะ ราวกับมีเต้าหู้ก้อนหนึ่งวางอยู่บนเตียง
ลู่ซือชิว: “...”
นอนยังกับยืนตรงเคารพธงชาติ คนคนนี้เป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย
เธอค่อย ๆ คลานไปยังเตียงอีกฝั่ง เปิดผ้าห่มแล้วมุดเข้าไปนอน
เตียงไม่กว้างนัก ระหว่างทั้งคู่ห่างกันแค่ช่วงกำปั้นเดียว
ไออุ่นจากร่างเหลิ่งเซียวแผ่เข้ามาไม่ขาดสาย ปะปนกับกลิ่นสบู่จ่าวเจี่ยวและกลิ่นยาสูบจาง ๆ ลอยเข้าจมูกเธอไม่หยุด
หัวใจของลู่ซือชิวเต้นแรงจนผิดปกติ พลิกตัวไปมาเหมือนแผ่นแป้งบนกระทะ แต่ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ
แสงจันทร์ตกกระทบบนใบหน้าด้านข้างของเหลิ่งเซียว ขอบกรามคมชัดราวกับถูกแสงสีเงินวาดเส้นไว้ รวมถึงรอยแผลเก่าบนสันคิ้วที่มีสีขาวจาง ๆ ดูทั้งดิบเถื่อนและชวนให้ใจสั่น
ลู่ซือชิวจ้องรอยแผลนั้น พลันรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา
แตะสักครั้งเดียวเอง
ครั้งเดียวเท่านั้น
เธอยกมือขึ้นอย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วค่อย ๆ เคลื่อนไปหาแนวคิ้วของเขา
ขณะที่ปลายนิ้วห่างจากรอยแผลเพียงหนึ่งชุ่น
“คุณจะทำอะไร?”
เหลิ่งเซียวลืมตาพรึ่บ พร้อมคว้าข้อมือเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
ลู่ซือชิว: “...”
จบเห่ โดนจับได้คาหนังคาเขาแล้ว
“มะ-ไม่ได้ทำอะไร” เธอปากแข็ง “มีแมลงอยู่บนหน้าคุณ ฉันจะช่วยปัดออกให้”
เหลิ่งเซียวมองเธออยู่อย่างนั้น ไม่พูดสักคำ
ในความมืด ดวงตาของเขาสว่างวาบจนน่ากลัว ราวกับคมมีดที่ชุบด้วยน้ำแข็ง
ลู่ซือชิวถูกเขาจ้องจนขนลุก พยายามดึงมือสองครั้งแต่ไม่หลุด สุดท้ายจึงตัดสินใจทำตามใจตัวเอง
เธอบิดข้อมือ อาศัยแรงที่เขากำไว้ พลิกตัวกลิ้งไปหาเขา แล้วทั้งร่างก็ทิ้งตัวลงบนอกเขาเต็ม ๆ
ร่างของเหลิ่งเซียวเกร็งแข็งขึ้นทันทีราวกับแผ่นเหล็ก
“ลู่ซือชิว!” เสียงของเขาแหบพร่า
“จะตะโกนทำไม” ลู่ซือชิวนอนคว่ำอยู่บนอกเขา เงยหน้ามองแล้วจงใจทำเสียงอ่อนหวาน “ไม่ได้เจอกันตั้งครึ่งปี ฉันขอมองผู้ชายของตัวเองหน่อยไม่ได้หรือไง?”
ร่างของเหลิ่งเซียวแข็งค้าง แม้แต่ลมหายใจก็ชะงักไปครึ่งจังหวะ
ใต้แสงจันทร์ ใบหูของเขาค่อย ๆ แดงจัดให้เห็นกันชัด ๆ จากติ่งหูลามไปจนถึงต้นคอ
“จะ...จะมีอะไรให้น่าดู รีบนอนได้แล้ว” ลูกกระเดือกเขาขยับ เสียงติดขัดไปหมด
ลู่ซือชิวเกือบหลุดหัวเราะออกมา
แกล้งง่ายเกินไปแล้วมั้ง?
ภายนอกดูดุดันอย่างกับยมทูตหน้าขรึม แต่พอถูกยั่วนิดเดียวก็หน้าแดงแล้วเหรอ?
เสือกระดาษชัด ๆ
เหลิ่งเซียว: “...”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับกำลังฝืนข่มใจอยู่นาน กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง
“รีบนอน ถ้ายังซนอีก ฉันจะ...”
“คุณจะทำไม?” ลู่ซือชิวเลิกคิ้ว จงใจขยับซุกเข้าหาอ้อมแขนเขาอีก “จะตีฉันหรือไง?”
เหลิ่งเซียวกัดฟันจนแก้มป่อง
ตีงั้นหรือ? เขาจะทำใจลงได้อย่างไร
แต่ถ้าปล่อยให้เธอเบียดเข้ามาแบบนี้ต่อไป เขาต้องแย่แน่
“ลู่ซือชิว” น้ำเสียงเขาต่ำแหบ เจือแววเตือน “อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”
“ฉันจะเสียใจอะไร?”
ยังพูดไม่ทันจบ เหลิ่งเซียวก็พลิกตัวขึ้นมาทับเธอทันที
คำพูดของลู่ซือชิวติดค้างอยู่ในลำคอ
เขาเท้าแขนไว้ มองเธอจากด้านบน ลมหายใจหนักขึ้นเล็กน้อย ดวงตาดำขลับราวกับจะกลืนกินเธอ
“เธอเป็นคนยั่วฉันเอง” เขาพูดเสียงแหบ
หัวใจของลู่ซือชิวสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
เดี๋ยวนะ เรื่องมันชักจะเกินกว่าที่คาดไว้หรือเปล่า?
เธอกลืนน้ำลาย ปากแข็งตอบว่า “ยั่วแล้วจะทำไม คุณยังจะ...”
เหลิ่งเซียวก้มหน้าลง
ก่อนริมฝีปากของเขาจะประทับลงมาเพียงเสี้ยววินาที ลู่ซือชิวก็พลันนึกถึงธุระสำคัญขึ้นได้
“เดี๋ยวก่อน!” เธอยกมือดันอกเขาไว้ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ”
ท่าทางของเหลิ่งเซียวชะงักลง
เขาเท้าแขนค้างไว้ หน้าอกกระเพื่อมแรง ดวงตาที่จับจ้องเธอยังมีไฟที่ไม่ทันมอดดับ
“...พูดมา”
ลู่ซือชิวกลืนน้ำลาย พยายามปรับเสียงให้ฟังดูเป็นปกติที่สุด
“พรุ่งนี้ไปกองกิจการทหาร พาฉันไปด้วย”
แววตาของเหลิ่งเซียวเย็นชาลงในพริบตา
เขาพลิกตัวลงจากร่างเธอ หันหลังให้แล้วพูดเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
“เป็นไปไม่ได้”
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้?” ลู่ซือชิวลุกขึ้นนั่งด้วย
“ฉันบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้” เหลิ่งเซียวหันหลังให้เธอ ไหล่เกร็งแน่น “สถานที่แบบนั้น เธอจะไปทำอะไร?”
“ฉันจะไปพบหลูจวิ้นเจี๋ย”
“ไม่ได้”
“เหลิ่งเซียว!” ลู่ซือชิวเริ่มร้อนใจ ยื่นมือไปดึงแขนเขา “ฟังฉันพูดให้จบก่อนได้ไหม? ฉันไม่ได้จะไปหาเขาเพื่อรำลึกความหลัง ฉันแค่อยาก...”
“ฉันไม่อยากฟัง” เหลิ่งเซียวสะบัดมือเธอออกอย่างแรง
ลู่ซือชิวชะงักไป
ในความมืด ทั้งคู่ต่างเงียบงัน
บรรยากาศเย็นเยียบลงในทันที
ผ่านไปเนิ่นนาน เหลิ่งเซียวถึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า
“ลู่ซือชิว ตอนกินข้าวเธอเพิ่งพูดว่าจะใช้ชีวิตด้วยกันให้ดี ตอนนี้กลับคิดจะไปพบเขาแล้วหรือ?”
น้ำเสียงของเขาเจือความเจ็บปวดที่ยากจะสังเกตเห็น
ใจของลู่ซือชิวอ่อนยวบ
ก็จริง เปลี่ยนเป็นใครก็คงรู้สึกขัดใจ
เธอถอนหายใจ ขยับเข้าไปใกล้เขา แล้วโอบเอวจากด้านหลังเบา ๆ
ร่างของเหลิ่งเซียวเกร็งขึ้นเล็กน้อย
“เหลิ่งเซียว คุณคิดไปถึงไหนแล้ว” เธอแนบแก้มกับแผ่นหลังเขา น้ำเสียงนุ่มนวล “ฉันแค่คิดว่า ในมือเขาอาจมีหลักฐานเอาผิดรองผู้อำนวยการจ้าว บางทีเราอาจเค้นข้อมูลบางอย่างออกมาได้”
“ไม่ต้องให้เธอเค้น” น้ำเสียงของเหลิ่งเซียวยังคงแข็งกระด้าง แต่ไม่ได้ผลักเธอออก “ฉันจะสืบเอง”
“คุณสืบก็เรื่องของคุณ ฉันสืบก็เรื่องของฉัน” ลู่ซือชิวถูแก้มกับแผ่นหลังเขา “อีกอย่าง ฉันไปพบเขาเพื่อพูดให้ชัดเจน ต่อไปจะได้ตัดขาดกันจริง ๆ ไม่ดีหรือไง? คุณจะได้ไม่ต้องมีหนามคาใจอยู่ตลอด”
เหลิ่งเซียวเงียบไป
ลู่ซือชิวรุกต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม
“พาฉันไปเถอะนะ แค่พบกันครั้งเดียว คุณคอยเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ฉันรับรองว่าจะไม่พูดเกินสักคำเดียว ได้ไหม?”
เธอเขย่าแขนเขาเบา ๆ ราวกับแมวตัวน้อยกำลังออดอ้อน
แผ่นหลังของเหลิ่งเซียวเกร็งแล้วเกร็งอีก
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาถึงได้พึมพำออกมาคำหนึ่ง
“นอนเถอะ”
ลู่ซือชิว: “...”
นี่ตกลงหรือไม่ตกลงกันแน่?
เธอกำลังจะถามต่อ ก็ได้ยินเขาพูดเสริมด้วยเสียงเบาจนแทบเป็นเสียงลอดไรฟัน
“...พรุ่งนี้ค่อยดูสถานการณ์แล้วกัน”
มุมปากของลู่ซือชิวยกขึ้นทันที
บอกว่าค่อยดูสถานการณ์ก็แปลว่าตกลงแล้วนั่นแหละ
เธอขดตัวเข้าไปในผ้าห่มอย่างพึงพอใจ กอดเอวเขาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ราตรีสวัสดิ์ ผู้พันเหลิ่ง”
เหลิ่งเซียวไม่ตอบ
แต่ก็ไม่ได้แกะมือเธอออก
ลู่ซือชิวหลับตา มุมปากยกสูง ไม่นานก็หลับสนิท
ลมหายใจสม่ำเสมอ หลับสบายอย่างยิ่ง
ส่วนเหลิ่งเซียวกลับลืมตาจ้องเพดานอยู่
