จันทร์ลอยเหนือขุนเขาเขียว ชายผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าหลุมศพอันเปล่าเปลี่ยว
ครานี้หลินตู้ตั้งใจซื้อโลงศพถึงสิบห้าหีบอย่างจริงจัง เพื่อเก็บศพคนเหล่านั้นมาฝังใหม่ให้เรียบร้อย แม้แต่แผ่นไม้กระดานเก่า ๆ ก็เปลี่ยนเป็นหินแทน แต่ก็ยังเรียบง่ายไร้ลวดลายประดับ ตัวอักษรบนป้ายนั้นม่อหลินใช้ปราณกระบี่สลักให้
“เช่นนั้น... ยันต์ปลดเวรปลดกรรมเขียนอย่างไร?”
หลินตู้กำพู่กันยันต์ที่เฟิงอี๋ยัดใส่มือไว้แน่น มือน้อย ๆ สั่นระริก
จวีเยวียนถึงกับตะลึง “อาจารย์อาไม่ได้สอนท่านหรือ?”
เฟิงอี๋กลับรู้ทัน “เจ้าคิดว่าเหยียนเหย่จะสอนนางอะไรได้? เขาฆ่าคนเสร็จยังไม่รู้จักกลบฝังเลยด้วยซ้ำ”
ไม้คดได้งาม ว่ากันถึงหลินตู้นี่แหละ
จวีเยวียนลูบคาง “ก็จริง”
หลินตู้เองก็ตะลึง “อาจารย์ของข้าฆ่าคนเสร็จไม่กลบฝัง?”
“โอ้ เขาอยากฝังจอมมารน่ะ” จวีเยวียนตอบ “แต่เสียดายที่ฝังไปได้ครึ่งทางกลับค้นพบว่าจอมมารยังไม่ตาย ไอ้หมอนั่นใช้วิชาเดินดินหนีไปเลย”
หลินตู้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง งั้นที่จอมมารปลอมตัวเขามาในสำนักอู๋ซ่างของพวกเรา ก็เป็นกรรมเวรที่เหยียนเหย่ก่อไว้สินะ?
นางถึงได้เข้าใจว่าทำไมก่อนฆ่าคนจึงต้องพูดจาเหตุผลเพื่อตัดกรรมก่อน
“มา ข้าสอนเจ้า เขียนยันต์ต้องวาดให้เสร็จในจังหวะเดียว รวมสมาธิญาณวิเศษแล้วอัดพลังวิญญาณลงไป” เฟิงอี๋จับมือขวาของหลินตู้ไว้ แต่นางกลับสะบัดออก
“เดี๋ยวก่อน ศิษย์พี่ ขอเปลี่ยนเป็นมือซ้าย มือซ้ายของข้ามั่นคงกว่ามือขวา”
หลินตู้พูดพลางเปลี่ยนไปใช้มือซ้าย ตั้งใจเลียนแบบเฟิงอี๋ที่รวมสัมผัสญาณวิเศษและพลังวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว อัดเข้าไปในพู่กันยันต์
รอยหมึกสีแดงชาดตกลงบนกระดาษยันต์สีเหลือง ต้องวาดให้จบในลมหายใจเดียวโดยไม่ผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เพราะสัญลักษณ์นี้ หลินตู้อ่านไม่ออก
อ่านไม่ออก แถมยังเคยเห็นเพียงครั้งเดียว ต่อให้เฟิงอี๋ก็ไม่ได้หวังว่านางจะวาดสำเร็จในครั้งเดียว
ดังนั้นเมื่อยันต์ที่บิดเบี้ยวราวกับลายมือผีวาดเสร็จสิ้น เฟิงอี๋ก็เอ่ยปลอบ “ไม่เป็นไร เรามาลองใหม่อีกครั้ง”
