“แล้วคนนี้จะเอายังไง” เซี่ยเทียนอู๋ด้วยสัญชาตญาณของผู้รักษาอยากช่วยเหลือ แต่ม่อหลินกลับขวางไว้
“นำตัวส่งสำนักจวินติ้ง” เสียงของม่อหลินเย็นชา เขาขมวดคิ้ว มือหนึ่งกั้นตรงหน้าศิษย์น้องที่กำลังจะย่อตัวลง ทว่าสายตากลับจับจ้องที่อาจารย์อาน้อย
อาจารย์อาน้อยดู... ไม่สู้ดีนัก
ใบหน้านั้นเคยชินกับการยิ้มน้อย ๆ ต่อให้ไร้ความหมายใด ทว่ายามนี้ไร้ซึ่งสีหน้า แสงทองหุบทอประกายไปหมดแล้ว เหลือเพียงแสงจันทร์บางเบาแห่งรัตติกาล ทาบทับให้นางดูว่างเปล่ายิ่งกว่าเกล็ดหิมะถึงสามส่วน
“สภาพอาจารย์อาน้อยย่ำแย่มาก หรือว่ายังใช้ยาไม่พอดี” ม่อหลินเว้นช่วงไป ก่อนเอ่ยเสริมขึ้นเมื่อเห็นเซี่ยเทียนอู๋ส่งสายตาที่สื่อว่า ‘เจ้ากล้าสงสัยข้า’ มาให้ “เจ้าดูนางสิ เจ็บซะจนทำสีหน้าไม่ออกเลย”
เซี่ยเทียนอู๋หันไป เห็นหลินตู้ยืนอยู่ตรงนั้น สายตาลอยละล่อง
นางเอ่ยว่า “คงจะเหนื่อยนัก พานางกลับห้องก่อนเถิด”
พวกหนี้แค้นก็ให้พวกผู้คุมที่คุมขังผู้บำเพ็ญนอกรีตในสำนักจวินติ้งจัดการไปช้า ๆ ส่วนเหอกุยกับเจินเหรินจวีเยวียนก็เฝ้าอยู่ในสำนักจวินติ้งนั่นแล้ว
สำนักอู๋ซ่างผู้คนน้อย สำนักสงบปรองดอง ทว่าฝ่ายใต้บังคับบัญชาอย่างสำนักจวินติ้งที่รับผิดชอบเมืองติ้งจิ่ว มิใช่เพียงรักษาความสงบของเมืองติ้งจิ่ว ทว่า รักษาสันติสุขของทุกเขตปกครองของสำนักอู๋ซ่างด้วย
พวกสัตว์ปีศาจนอกรีตป่าเถื่อนที่กล้าท้าทายเขตปกครองฝ่ายวิถีอันชอบธรรม พวกก่อความวุ่นวาย ละเมิดกฎเมือง และทำร้ายชีวิต ถูกอัดแน่นอยู่ในคุกใต้ดินสิบแปดชั้นของสำนักจวินติ้ง
ที่เมืองติ้งจิ่วเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในแคว้นกลาง ก็เป็นเพราะเรื่องนี้
หลินตู้พยักหน้า ดีงาม สุดท้ายเรื่องราวก็ผ่านพ้นไปอีกเสี้ยว ตามเนื้อเรื่องเดิมเช่าเฟยจะถูกพาเข้าสำนักอู๋ซ่างเพื่อรักษา วนไปวนมาก็ถูกพากลับมาแล้ว เพียงแต่เป็นคุกใต้ดินของสำนักจวินติ้งเท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็เท่ากับพากลับมาแล้วนั่นแหละ
