มื้อสุดท้ายนี้ หลินตู้กินอย่างสบายใจจนหมด แล้ววางตะเกียบลง จึงพบว่าทุกคนแทบไม่ได้กินอะไรเลย ต่างพากันจ้องมองนางมาตลอด
บนฟ้าใสเบื้องบน ค่อย ๆ มีเมฆดำมืดพลุ่งพล่าน มิวนเป็นระลอกคลื่น
"กินข้าวกันจนอิ่มแล้ว ใต้หล้าไม่มีงานเลี้ยงใดไม่จบสิ้น" หลินตู้ลุกขึ้นยืน ยิ้มบาง "แต่สุดท้ายก็ต้องมีวันได้กลับมาพบกันใหม่ ข้าไปก่อน"
นางพูดพลางโบกมือโบกไม้ เหินขึ้นสู่ยอดเขาจุดสูงสุด โดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
เซิ่งเยี่ยนก้มหน้ามอง แล้วพบว่าบนจานเหล็กของนาง ถูกหลินตู้ใช้พลังวิญญาณจารชื่อของนางไว้ โดยไร้ซึ่งพู่กันและหมึก
นางยิ้มจนจนหนทาง แหงนหน้าคิดหาวิธีแกะแผ่นเหล็กนั้นออกมาทำเป็นป้ายชื่อ
ยังไงก็ต้องมีทางอยู่ดี
เซิ่งเยี่ยนหัวเราะไปพลาง ลูบไล้จานเหล็กนั้นไปพลาง
หยวนเย่กำซือฉินไว้แน่นแล้วไล่ตามขึ้นไป "เฮ้ย ไม่ใช่สิ! บรรเลงสิ! บรรเลงสิ!"
หนีจิ่นเซวียนก็ตามขึ้นไปด้วย "เสียงฟ้าผ่าดังขนาดนั้น! เจ้าจะบรรเลงเพลงอะไรได้ลง!"
เซี่ยเทียนอู๋มองเงาร่างของหลินตู้ ขนตากระพริบถี่ ๆ อย่างแรง
นางเหมือนจะได้กลิ่น...กลิ่นของธารน้ำฤดูใบไม้ผลิละลาย ซึ่งลอยมาจากอดีตอันแสนไกล
ม่อหลินยืนเงียบอยู่ข้างหลังนาง วางมือบนไหล่บาง ๆ ของนาง
"ข้าไม่รู้สิ ข้ารู้สึกแค่ว่า ข้าน่าจะ...ขอบคุณนาง" เซี่ยเทียนอู๋นิ่งคิด "ยังไงก็ควรจะขอบคุณนาง"
หลินตู้อายุน้อยกว่าพวกนางมากนัก แต่กลับดูเหมือนว่า...นางเป็นคนคอยนำทางพวกนางมาตลอด
"อาจารย์อาน้อยไม่ชอบคำว่าขอบคุณ แต่...นางคงชอบที่เจ้ารักษาคนได้มากขึ้น หลอมโอสถที่ดีขึ้นมากกว่า"
ม่อหลินหยุดไปครู่ "และคงอยากให้ข้า...เป็นคนที่ยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิ และรู้จักใช้หัวคิดบ้าง"
เยี่ยนชิงตื่นเต้นจนมือสั่น พู่กันแทบจะถือไม่ไหว "นี่มัน...นี่มันคนแรกที่ทะยานสู่สวรรค์ได้ตอนอายุห้าร้อยปีเลยนะเนี่ย!"
เฟิ่งเฉางมองเงาร่างนั้น จู่ ๆ ก็นึกถึงภาพตอนที่ได้เห็นเด็กคนนั้นเป็นครั้งแรก
ผอมบางจนมองไม่ออกว่าอายุเท่าไร เป็นหญิงหรือชาย ใบบนหน้าไม่มีเนื้อเลยแม้แต่น้อย ต่อมาพอจะรับศิษย์ต้องกรอกภูมิลำเนาให้ชัดเจน นางจึงไปสืบดูที่บ้านเกิดของหลินตู้ เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่แสนธรรมดา ชื่อว่าลินสุ่ยเจิ้น มีท่าเรือริมแม่น้ำ ถือว่าร่ำรวยพอควร
