หลังเขตหวงห้ามของสวรรค์ปรากฏขึ้น หลินตู้ก็มีแผนอีกอย่างในใจ นับประสาอะไรกับเขตหวงห้ามของสวรรค์ คงมีพลังมหาศาลเป็นแน่ อย่างน้อย มารร้ายก็ไม่กล้าเข้าใกล้
เช่นนั้นแล้ว นางเปลี่ยนความคิดกะทันหัน หลังแก้ค่ายกลบนพื้นแล้ว ก็เงยหน้ามองตำหนักสวรรค์นั้น แล้วพุ่งตัวขึ้นไป
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าจะทำอะไร?” จวีเยวียนรู้สึกได้ถึงบางอย่าง จึงตะโกนขึ้น
“ทำอะไรหรือ?” หลินตู้หัวเราะเบา ๆ “ทำในสิ่งที่นักค่ายกลพึงทำ!”
นักค่ายกลคืออะไรกัน เป็นเพียงแค่ผู้ใช้วิชาที่เรียนมา จัดวางวัสดุซึ่งมีพลังและคุณสมบัติต่างกันให้เป็นค่ายกลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดกำลังคนเพียงเท่านั้นหรือ?
ไม่ใช่เพียงแค่นั้นแน่นอน
นักค่ายกล ยึดถือกระแสภูเขาและทะเล เรียกพลังวิญญาณของสรรพสิ่งใต้หล้า สร้างธรรมชาติให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสวรรค์ เป็นสภาวะสูงสุด
ชายชุดเทาโผสูงขึ้นไปตรงสู่ตำหนักบนสรวงสวรรค์นั้น
บางคนเหลือบเห็นเงาร่างนั้น อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเย้ยหยัน ถึงเวลาเช่นนี้แล้ว ยังมีคนคิดจะหนีอีก
แต่เมื่อก้มหน้าลงฆ่ามาร ก็คิดขึ้นมาได้ว่าคนผู้นั้นมีผมสีขาวทั้งศีรษะ หัวใจก็กระตุกวาบ นั่นไม่ใช่หลินตู้แห่งสำนักอู๋ซ่างหรือ?
ผมสีขาวนั้นหาได้ยากอยู่แล้ว ไหนเมื่อครู่สำนักอู๋ซ่างไม่บอกหรือว่าจะยืนหยัดสู้ตาย?
ปากบอกจะสู้ตาย แต่ตัวเองกลับหนีก่อน?
ผู้บำเพ็ญผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ความดูถูกในใจกลับกลายเป็นความประหลาดใจ
หลินตู้กำลังทำอะไร?
ผู้นั้นมิได้มุ่งตรงเข้าไปในเขตหวงห้ามของสวรรค์อย่างที่ผู้บำเพ็ญคิด หากแต่เลี้ยวโค้ง มือนั้นคาดว่าถือแผ่นค่ายกลอะไรสักอย่าง วนรอบสี่มุมของตำหนักสวรรค์นั้นหนึ่งรอบ แล้วใช้ฟ้าเป็นม่าน ใช้พลังวิญญาณเป็นพู่กัน วาดอักขระประหลาดบนฟ้าอย่างไม่ขาดสาย
ดูไม่เหมือนการเขียนยันต์ หากแต่เหมือนกำลัง... คำนวณ???
เดี๋ยวก่อน คำนวณ??
คำนวณอะไร? ค่ายกลหรือ?
ผู้บำเพ็ญตกตะลึงเบิกตาโต
