หลินตู้จะหนีไปทางไหนก็มิอาจพ้นจากการถูกตามกลับสำนัก
เฟิงอี๋รออยู่ที่ประตูตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อรอจับตัวนางให้ได้
หลินตู้คิดจะหนี แต่ก็หนีไม่พ้น
“อย่างไรเสียภายนอกก็คือเจินเหรินหลินตู้ จอมยุทธ์ค่ายกล กลับถึงบ้านแทบจะต้องย่องเลาะกำแพงไป คิดจะหลบอะไรกันแน่?”
เฟิงอี๋หรี่ตามอง ดวงตายาวเรียวที่ซ่อนประกายคมคายเต็มไปด้วยแววข่มขู่
หลินตู้รู้ตัวจึงยืนตัวตรง “ข้าไม่ได้คิดจะหลบสักหน่อย”
เฟิงอี๋ยิ้มแล้วตบไหล่นางเบา ๆ “ไม่คิดจะหลบก็ดีแล้ว ข้ารอนานมากแล้ว”
หลินตู้รู้ตัวว่าคงต้องยอมจำนน พอฟังเฟิงอี๋เล่าจบ ก็คิดว่ายังพอจะดิ้นรนได้อีกสักหน่อย
“เหตุใดต้องเป็นข้าเข้าหอเทียนกง ฟังดูยังไงก็เป็นสถานที่ที่ศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่เจ็ดควรไป ยิ่งกว่านั้น หอเทียนกงมิใช่สถานที่ที่ตระกูลเฟิงเฝ้ารักษาสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนหรือ? คนในตระกูลเฟิงจะยอมหรือ?”
เฟิงอี๋ตบหน้านางเบา ๆ “ไม่เป็นไร ศิษย์พี่จัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้เจ้าแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เชี่ยวชาญวิชายันต์เป็นพิเศษ เพียงแต่หัวไวเท่านั้น”
“แม้หอเทียนกงจะมีเพียงลูกหลานตระกูลเฟิงและผู้ติดอันดับหนึ่งร้อยคนแรกของการประชันวิชายันต์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ลองท้าทายเข้าสู่สถานที่ แต่ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีผู้ใดท้าทายสำเร็จ ตอนนี้ข้าเป็นพี่สาวของประมุขตระกูลเฟิง ส่วนเจ้า เป็นจอมยุทธ์ค่ายกล ผู้แข็งแกร่งติดหนึ่งร้อยอันดับแรกของต้งหมิงเจี้ย หากต้องการสิทธิ์สักหนึ่ง ก็มิใช่เรื่องเกินเลยที่จะพูดคุยกันได้”
หลินตู้ยังอยากดิ้นรน “เช่นนี้ อาศัยความสัมพันธ์ ใช้เส้นสาย มันไม่ค่อยดีกระมัง”
เฟิงอี๋รอคำพูดนี้ของหลินตู้อยู่นานแล้ว “เช่นนั้นเจ้าลองไปชิงอันดับหนึ่งร้อยคนแรกดูสิ พอดีข้าจะได้ลองตรวจสอบด้วยว่าวิชายันต์ของเจ้าก้าวหน้าขึ้นบ้างหรือไม่”
หลินตู้: ? เอ๊ะ? นางรออยู่ตรงนี้เลยรึ?
“ศิษย์พี่เชื่อมั่นในตัวเจ้า เจ้าต้องทำได้แน่นอน ใช่หรือไม่!” เฟิงอี๋มองนางยิ้ม ๆ ค่อย ๆ โน้มน้าว “ติดหนึ่งร้อยอันดับแรกได้พู่กันยันต์วิเศษหนึ่งด้ามกับกระดาษยันต์ระดับสวรรค์หนึ่งร้อยแผ่นด้วยนะ รู้หรือไม่ว่าตอนนี้กระดาษยันต์แพงขนาดไหน?”
หลินตู้ครุ่นคิด “เช่นนั้นก็ได้”
