ทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เฉินเจียงเหอซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเห็นหมดแล้ว
แม้แต่เสียงพึมพำเบา ๆ ของจ้าวต้าหู่ เขาก็ได้ยินชัดเจนทุกคำ
บางทีนี่อาจเป็นข้อดีที่มาพร้อมกับการเกิดใหม่
ตอนนี้เฉินเจียงเหอไม่เพียงมีความจำเป็นเลิศ แต่ประสาทสัมผัสยังเฉียบคม ทั้งหูตาว่องไว แม้แต่เสียงพึมพำเบา ๆ ของจ้าวต้าหู่ที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรก็ยังได้ยินชัด
เมื่อเห็นจ้าวเต๋อจู้กับพวกค่อย ๆ เดินห่างออกไป เฉินเจียงเหอก็ลุกขึ้นยืนจากความมืด
ต้องรีบจัดการจ้าวต้าหู่ให้เร็วที่สุด ไอ้หมอนี่คอยตามรังควาน คิดหาทางทำร้ายเขาอยู่ได้ทุกวัน จนเขานอนหลับไม่สนิท
เฉินเจียงเหอเหลือบมองกองฟางด้านหลัง แล้วหัวเราะหึ ๆ
ไอ้หมอนี่ก็มีจุดอ่อนอยู่ในมือเขาเหมือนกัน พรุ่งนี้จะจัดให้รู้สำนึก!
เฉินเจียงเหอคลำทางกลับบ้านในความมืด
“เฮ้อ...” ทันทีที่ก้าวเข้าลานบ้าน ก้อนดำ ๆ ก้อนหนึ่งก็ลอยพุ่งใส่หัว
เฉินเจียงเอียงศีรษะ หลบแล้วเอื้อมมือรับของสิ่งนั้นไว้
เป็นรองเท้าทำงานของพ่อ เฉินเจี้ยนกั๋วจริง ๆ ด้วย
“ไอ้ลูกหมา ดึกดื่นป่านนี้เพิ่งกลับมา แกไปขโมยไก่ขโมยหมาที่ไหนมาอีก?” เฉินเจี้ยนกั๋วเห็นว่ารองเท้าไม่โดนลูกชาย ก็สบถอย่างโมโห
เมื่อได้เห็นพ่อที่ชาติก่อนอยากพบอีกสักครั้งแม้แต่ในฝัน เฉินเจียงเหอก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมา
เพื่อกลบเกลื่อนความตื่นเต้นในใจ เขาจงใจหัวเราะหึ ๆ แล้วโยนรองเท้าในมือกลับไป
“พ่อ ดึกขนาดนี้ทำไมยังไม่นอนล่ะ? น้องสามกับน้องสาวหลับแล้วใช่ไหม?”
เฉินเจี้ยนกั๋วสวมรองเท้าไปพลาง ฮึดฮัดตอบอย่างไม่สบอารมณ์
“พวกเขาต้องไปโรงเรียนพรุ่งนี้ หลับไปตั้งนานแล้ว มีลูกหมาอย่างแกที่ไม่กลับบ้านทุกวัน ฉันจะนอนหลับลงได้ยังไง?”
เฉินเจียงเหอไม่ถือสาที่ถูกด่า เขาล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋ายื่นให้พ่อ ก่อนจุดสูบของตัวเองด้วย
“คราวหน้าถ้าผมกลับดึก พ่อไม่ต้องรอ รีบนอนเถอะ อายุปูนนี้แล้ว ยังไม่รู้จักดูแลสุขภาพตัวเองอีก”
เฉินเจี้ยนกั๋วรับบุหรี่จากลูกชายมา แต่เสียดายไม่ยอมสูบ เขาดมกลิ่นแล้วเหน็บไว้ข้างหู ก่อนหยิบกล้องยาสูบออกมาจุด
“ร่างกายฉันยังแข็งแรงดี ไม่ต้องมาทำเป็นห่วงให้เสียเวลา”
พ่อลูกคู่นี้เป็นแบบนี้ทุกครั้ง เจอหน้ากันทีไรก็พูดดี ๆ ไม่เป็น
ตอนนั้นเอง แม่เฉิน จ้าวชุ่ยฮวาก็เดินออกมา หาวไปพลางพูดว่า
“เอ้อร์โก่วกลับมาแล้วเหรอ? แม่เหลือโจ๊กแป้งไว้ให้ชามหนึ่งในหม้อ กินแล้วรีบเข้านอนนะ”
เฉินเจียงเหอรู้สึกแสบจมูกยิ่งกว่าเดิม
เขารีบก้มหน้าเดินพรวดเข้าไปในครัว เปิดฝาหม้อ ยกโจ๊กแป้งที่ยังอุ่นอยู่นิด ๆ ขึ้นมาซดหมดในไม่กี่อึก
กินเสร็จแล้วกลับยิ่งหิวกว่าเดิม
ยุคนี้ผู้คนขาดแคลนอาหารมัน ๆ กันเป็นปกติ ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหมูเลย แม้แต่หมั่นโถวกับข้าวต้มก็ยังกินไม่อิ่ม ช่วงว่างจากงานไร่นาแบบนี้ มีแค่โจ๊กใส ๆ ไว้รองท้องเท่านั้น
ต้องรีบหาอาหารมาให้ได้โดยเร็ว
ไม่ใช่แค่ตัวเขาที่ต้องกิน พ่อแม่ทำงานใช้แรงหนักมาตลอด น้องชายกับน้องสาวก็กำลังโต จะไม่มีเนื้อกินไม่ได้
ชาติก่อนเขาติดค้างครอบครัวไว้มาก ชาตินี้ต้องชดเชยให้ครบทุกอย่าง
พ่อกับแม่เฉินต้องออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ พอเห็นเฉินเจียงเหอกลับมาแล้ว พวกท่านก็เข้านอน
แม้จะเป็นปี 1980 แล้ว แต่ตำบลชิงสือยังไม่ได้ใช้ระบบความรับผิดชอบในการผลิตแบบครัวเรือนที่แบ่งที่ดินให้แต่ละครอบครัว ทุกคนยังกินข้าวหม้อรวม ต้องไปทำงานที่หน่วยผลิตเพื่อแลกแต้มแรงงาน
…………
เช้าตรู่วันต่อมา
“เจ้าหน้าที่ครับ ผมมาแจ้งจับเฉินเอ้อร์โก่ว”
ภายในสถานีรักษาความสงบตำบลชิงสือ เจ้าหน้าที่หนุ่มแซ่หวังเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า ซึ่งมีสีหน้าสงบนิ่ง
“ชื่ออะไร?”
“เฉินเจียงเหอ”
“จะแจ้งจับใคร?”
“เฉินเอ้อร์โก่ว”
“เฉินเอ้อร์โก่วเป็นอะไรกับคุณ?”
“ก็คือตัวผมเอง”
เช้าวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม ปี 1980 เฉินเจียงเหอลงมือเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกหลังเกิดใหม่
ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว เขาก็พาตัวเองมาถึงสถานีรักษาความสงบแล้ว
เจ้าหน้าที่แซ่หวังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ถามอย่างไม่อยากเชื่อว่า
“พูดอีกทีสิ...คุณจะแจ้งจับตัวเองเหรอ?”
เฉินเจียงเหอพยักหน้าแรง ๆ แล้วยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ บนนั้นเขียนตัวโต ๆ ว่า ‘หนังสือรับสารภาพ’
“นี่คือหนังสือรับสารภาพของผม ที่หัวหมู่บ้านเขาซานซึ่งอยู่เหนือสุดของตำบลชิงสือ ใต้กองฟืนมีจักรยานที่ยังไม่ได้ประทับตราเหล็กซ่อนอยู่ 3 คัน
ผมเจอจักรยานพวกนั้นมา 3 วันแล้ว หลังจากต่อสู้กับความคิดตัวเองอย่างหนัก วันนี้ถึงกล้ามาแจ้งความและมอบตัว ผมยอมรับว่าจิตสำนึกของตัวเองยังไม่ดีพอ ถึงได้ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนวันนี้กว่าจะมามอบตัว”
เจ้าหน้าที่แซ่หวังรับหนังสือรับสารภาพมาอย่างพูดไม่ออก แล้วอ่านจนจบ
ลายมือในหนังสือหนักแน่นทรงพลัง เล่าเรื่องได้เป็นลำดับชัดเจน แม้แต่การทบทวนความผิดก็ยังเขียนได้กินใจ ดูไม่เหมือนงานเขียนของชาวไร่ชาวนาทั่วไปเลย
“คุณคือเฉินเอ้อร์โก่วจริง ๆ เหรอ? เขียนเองหรือเปล่า?”
“เมื่อก่อนใช่ แต่ตั้งแต่วันนี้ไป ผมชื่อเฉินเจียงเหอ!”
ในที่สุดเขาก็เปลี่ยนชื่อเป็นเฉินเจียงเหอได้สำเร็จ เร็วกว่าชาติก่อนถึง 15 ปีเต็ม
หลังจากเจ้าหน้าที่ชมเชยการ ‘แจ้งจับ’ ตัวเองของเขาเสียยกใหญ่ เขาก็ได้รับการปล่อยตัว
จักรยาน 3 คันนั้นเป็นของที่จ้าวต้าหู่ขโมยมาจากสหกรณ์สินค้า แล้วเอาไปซ่อนไว้ในกองฟาง แน่นอนว่าเฉินเจียงเหอไม่เกรงใจ จึงแจ้งจับอีกฝ่ายเสียเลย
เมื่อออกจากห้องรับแจ้งความ เฉินเจียงเหอก็ยืนอยู่ในลานหน้าสถานีรักษาความสงบ
เขาเงยหน้า กางแขนออก ปล่อยให้แสงแดดแผดจ้าสาดลงบนร่าง หรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
กลับมาเกิดใหม่ทั้งที เฉินเจียงเหอไม่กลัวเลยว่าจะต้องอดอยาก
เขามีความทรงจำจากชาติก่อนครบถ้วน แถมยังได้รับคำชี้แนะจากผู้มีพระคุณตอนอยู่ในคุกเมื่อชาติที่แล้ว ไม่เพียงอ่านหนังสือไปนับไม่ถ้วน แต่ยังฝึกฝนจนมีฝีมือการต่อสู้ติดตัว
ยิ่งไปกว่านั้น การเกิดใหม่ยังทำให้ประสาทสัมผัสเฉียบคมและมีความจำเป็นเลิศ
มีความสามารถติดตัวขนาดนี้ หาเงินจะไปยากอะไร?
เมื่อเขาเดินไปยังประตูสถานีรักษาความสงบ ฝูงชนที่เดิมล้อมอยู่หน้าประตูก็แตกฮือทันที
“รีบหนีเร็ว! จอมมารประจำถิ่นออกมาแล้ว ถ้าไม่ไปเดี๋ยวโดนหาเรื่องรีดไถขึ้นมา ร้องไห้ตายแน่!”
“เฮ้อ...เจ้าหน้าที่สถานีรักษาความสงบเป็นอะไรกัน? กว่าจะมีจอมมารประจำถิ่นเดินมามอบตัวเองทั้งที ทำไมยังปล่อยออกมาได้อีก?”
“ครูติงซวยแล้วสิ จอมมารประจำถิ่นบอกว่าจะไปสู่ขอในอีก 7 วัน ถ้าเขาหาเงินได้ครบ 200 หยวนจริง ๆ ครูติงจะต้องแต่งงานกับเขาจริงเหรอ?”
ฝูงชนแตกกระเจิง ราวกับเห็นผี
พอได้ยินคำพูดเหล่านั้น เฉินเจียงเหอถึงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เมื่อวานนี้เอง ติงอวี่เวย ครูโรงเรียนประถมประจำศูนย์กลางตำบล พลัดตกน้ำพอดี เขาบังเอิญผ่านไปเห็นเข้าเลยช่วยขึ้นมา
ทั้งสองคนตะเกียกตะกายในน้ำกันอยู่พักใหญ่ เฉินเจียงเหอฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวไปทั่ว ได้เปรียบเต็ม ๆ
หลังขึ้นฝั่ง เฉินเจียงเหอที่ได้ลิ้มรสความหวานยังประกาศต่อหน้าฝูงชนว่า ภายใน 1 เดือนจะหาเงินให้ครบ 200 หยวน แล้วค่อยหอบเงินไปสู่ขอติงอวี่เวย!
เมื่อนึกถึงเรื่องพวกนี้ เฉินเจียงเหอก็ยกมือตบหน้าผากอย่างกลุ้มใจ
เรื่องสาวปัญญาชนหูเสี่ยวอวิ๋นยังไม่ทันจัดการให้เรียบร้อย ตอนนี้กลับมีครูติงอวี่เวยเพิ่มมาอีกคน
ชาติก่อนเขามันเหลวไหลขนาดไหนกันนะ ถึงได้ว่างนักเที่ยวไปยุ่งกับผู้หญิงไปทั่ว?
แต่ติงอวี่เวยก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหูเสี่ยวอวิ๋นเลยจริง ๆ ...ขาวชะมัด
พูดต่อหน้าคนไปแล้ว จะไปหาเงิน 200 หยวนจากไหน?
เรื่องจะแต่งกับติงอวี่เวยหรือไม่ค่อยว่ากัน แต่ถ้าหาเงินไม่ครบ เขาคงโดนผู้ชายทั้งตำบลหัวเราะเยาะแน่
เฉินเอ้อร์โก่วในชาติก่อนอาจไม่แคร์ แต่เฉินเจียงเหอเป็นคนรักหน้าตานะ
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด หางตาของเฉินเจียงเหอก็เหลือบเห็นร่างเพรียวบางที่คุ้นตา
มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย ก่อนรีบสาวเท้าไปขวางกลางทางด้วยการกางแขนออก
“ว่าที่ภรรยา เป็นห่วงเหรอว่าผมจะโดนเจ้าหน้าที่จับ?”
หูเสี่ยวอวิ๋นหน้าแดงระเรื่อเพราะคำเรียกของเขา เธอด่าเสียงเบาว่า
“ไอ้คนลามก ใครเป็น ‘ว่าที่เมีย’ ของนายกัน? ไม่อายปากบ้างหรือไง!”
