ฉินเคอมีปากนับร้อยก็แก้ตัวไม่ขึ้น ความร้อนใจแผดเผาจนแทบคลุ้มคลั่ง เรี่ยวแรงที่ใช้โต้เถียงเมื่อครู่ค่อย ๆ มอดลง เหลือเพียงเสียงสะอื้นอย่างอัดอั้นและน้อยเนื้อต่ำใจ
เขาร้องไห้จนตัวสั่น ใบหน้าซีดขาวอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งไร้สีเลือดแม้แต่น้อย
แม้นางฟู่จะปวดใจเมื่อเห็นเช่นนั้น ทว่าทำได้เพียงลูบหลังเขาเบา ๆ ให้หายใจคล่องขึ้น พร้อมกำชับให้สงบลงหน่อย
“เป็นเด็กผู้ชายร้องห่มร้องไห้เช่นนี้ได้อย่างไร! ที่นี่เป็นข้างนอก อดทนไว้ก่อน กลับบ้านแล้วค่อยร้อง!”
ฉินเคอสะอื้นจนสะอึก ดวงตาพร่ามัวด้วยม่านน้ำตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
บัดนี้แม้แต่สิทธิ์ที่จะร้องไห้ต่อหน้ามารดาก็ไม่มีแล้วหรือ?
เพราะเหตุใด? เขาถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจถึงเพียงนี้ เกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วยซ้ำ!
มารดาไม่รักเขาแล้วหรือ?
นางฟู่หันกลับมา กล่าวขอโทษฉินเป่าอันอย่างมีมารยาทครบถ้วน “องค์ชายสี่ บุตรชายของหม่อมฉันตกน้ำจนขวัญเสีย สติฟั่นเฟือน จึงพูดจาเหลวไหล ขอองค์ชายโปรดทรงพระเมตตา อย่าได้เก็บมาใส่พระทัยเพคะ”
ฉินเป่าอันยืนอยู่หลังเหลียนหรง ไม่ได้ตอบสักคำ
เขามองภาพเหตุการณ์ที่คุ้นตาอย่างยิ่งนี้โดยไม่กะพริบตา รู้สึกเพียงว่าช่างน่าขันเหลือเกิน
เมื่อก่อนอยู่ในตำหนักโหว ฉินเคอตกน้ำเอง พี่ใหญ่กับบิดาพอเข้ามาถึงก็ไม่แยกแยะถูกผิด กลับปักใจเชื่อก่อนว่าเขาเป็นคนผลัก แล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นต้นเหตุ
แต่ยามนี้เขาผลักอีกฝ่ายจริง ๆ กลับไม่มีใครเชื่อ ทุกคนต่างคิดว่าฉินเคอกำลังโกหกใส่ร้ายเขา