เฉียวหรานร้อนใจขึ้นมาทันที
“คุณเป็นผู้บังคับบัญชาของเย่หมิงนะ จะมองตาปริบ ๆ ปล่อยให้เขาถูกแม่เรียกตัวไปได้ยังไง คุณปกป้องลูกน้องยังไงกัน!”
“ถ้าเย่หมิงเป็นอะไรไป คุณจะรับผิดชอบไหวไหม!”
ดูท่าทีที่เย่เย่ามีต่อเย่หมิง ก็รู้แล้วว่าสถานะของเย่หมิงในตระกูลเย่เป็นยังไง
เย่หมิงเองก็เคยพูดแล้วว่าเขาตัดขาดจากตระกูลเย่แล้ว
แล้วก็เรื่องนิสัยของเย่หลานซาน เธอก็เคยได้ยินมาไม่มากก็น้อย
ฟ่านอวี่ก็อัดอั้นมานานแล้ว พอโดนเธอต่อว่าก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไป “ตระกูลฟ่านภักดีต่อฝ่าบาทราชินีเพียงผู้เดียว และรับคำสั่งจากฝ่าบาทราชินีเท่านั้น”
“ไม่มีหน้าที่ต้องมาทนฟังคุณตะโกนใส่แบบนี้!”
“คุณ…”
เฉียวหรานโมโหจนจ้องหน้าเขาเขม็ง “งั้นคุณก็หุบปากไปเลย ทำหน้าที่ผู้คุ้มกันของคุณให้ดี ๆ เถอะ!”
ฟ่านอวี่สูดลมหายใจลึก
ฉือเฟิงพูดว่า “หรานหราน เห็นเย่หมิงแล้ว พวกเขาอยู่ทางนั้น!”
ท่ามกลางการคุ้มกันของเหล่าทหารอสูรหลายนาย เย่หลานซานนั่งไขว่ห้างบนโซฟาอย่างสบายอารมณ์ มือข้างหนึ่งเท้าคาง ดวงตาคลี่ยิ้ม กำลังพูดอะไรบางอย่าง
เย่หมิงยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ดวงตาหรุบลงฟังเธอพูด
ดูเผิน ๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่เฉียวหรานก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ พูดว่า “ไปกันเถอะ เราไปทักทายผู้ใหญ่กันหน่อย”
ในแววตาของเย่หลานซานมีความชื่นชม มองเย่หมิงที่ต่อต้านเธออย่างเย็นชาตรงหน้า “แป๊บเดียวก็โตจนป่านนี้แล้ว ไม่เหมือนฉันเลยสักนิด แต่เหมือนพ่อของแกตอนหนุ่ม ๆ จริง ๆ”
เย่หมิงก้มหน้านิ่งเงียบ ในดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ดูท่าพ่อของแกคงไม่ได้เรียกแกกลับบ้านสินะ?”
เย่หมิงใจเต้นรัว นึกถึงที่พ่อของเขากำชับครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อหลายวันก่อน ไม่ให้เขากลับไปตระกูลเย่
