บทที่ 3 ได้เกาะชายผ้าเหลืองแล้ว
พล็อตเรื่องมันเบี่ยงเบนไปไกลเกินไปแล้วมั้ย?
“ซู่ลิ่งอู๋ เธอมาหลบอยู่ที่นี่ทำไม!”
ซู่อู๋ผลักประตูห้องเปิดออก
เห็นภาพตรงหน้า เลือดแทบพุ่งขึ้นไปบนหัว
“เธอ… เธอเธอ…”
“เขา… เขา…”
พูดตะกุกตะกักมองทั้งสองคน ตาเบิกกว้าง
“ไอ้ลูกอกตัญญู เธอจะเอาหน้าไปไว้ไหน!”
ซู่อู๋โกรธจนมองไปรอบ ๆ คว้าไม้พลองขึ้นมา หมายจะจัดการซู่ลิ่งอู๋
ฟู่หลินชวนขยับตัวก้าวหนึ่ง มาบังอยู่ตรงหน้าซู่ลิ่งอู๋
“อาเขย ถ้าท่านจะตี ก็ตีผมเถอะ เป็นความผิดของผมเอง”
“คุณ!”
ซู่อู๋มองชายตรงหน้า สูงกว่าเขาตั้งหัวกว่า
แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็มากพอจะให้คนหวาดกลัวเกรงขาม
ลูกสาวไปหาเรื่องคนมีอิทธิพลแบบนี้มาจากไหน
ซู่ลิ่งอู๋ฉวยโอกาสจัดการเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ใส่รองเท้าลงจากเตียง
“อึก!”
“คุณพระ!”
“พี่สาว คุณ…”
ซู่ลิ่งถังกับแม่ตู้ลี่เจวียนก็เดินตามมาติด ๆ
หลายคนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในบ้านหลังเก่า รีบมาดูกัน
ซู่ลิ่งถังมองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจ
แต่ผู้ชายตรงหน้านี่มาจากไหน?
นี่มันถูกไปสำหรับซู่ลิ่งอู๋ชะมัด
“โอ้ เง็กเซียนฮกหลอ…”
ซู่อู๋สลดใจโยนไม้ในมือทิ้งไป “โวยวายอะไรกัน!”
“กลับบ้านเดี๋ยวนี้!”
เรื่องแบบนี้ ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น
“แล้วก็คุณ…”
“คุณก็มาด้วย!” ซู่อู๋มองไปที่ฟู่หลินชวน
ลูกสาวถูกผู้ชายทำลายความบริสุทธิ์ เรื่องนี้จำเป็นต้องมีข้อสรุป
ซู่ลิ่งอู๋ขยับเท้าเดินกลับบ้าน
คิดในใจเงียบ ๆ ว่าจะทำยังไงดี?
เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว รีบแต่งงานกับฟู่หลินชวนแล้วย้ายออกไปจากนี่ ถึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเธอ
เธอไม่อยากอยู่ใต้ชายคาเดียวกับพระเอกหญิงซู่ลิ่งถังนาน ๆ
เขาว่ากันว่าคนที่รู้จักคุณดีที่สุด คือศัตรูของคุณ
เธอไม่อยากให้ปมเก่า ๆ ของตัวเองถูกพระเอกหญิงสาวจับได้
“บอกมา!”
“เรื่องมันเป็นมายังไง?”
ซู่อู๋นั่งบนเก้าอี้ในโถงกลางบ้าน ทุบโต๊ะดังเป้ง
ตู้ลี่เจวียนอยู่ด้านข้างแสร้งทำเป็นยุ่ง
ซู่ลิ่งถังก็ยืนอยู่ตรงนั้น อยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นมายังไง
แล้วผู้ชายคนนี้โผล่มาจากไหน?
เธอนึกว่าซู่ลิ่งอู๋จะลงเอยกับไอ้กุ๊ยเอ้อร์จู้จื่อเสียอีก
มีก็แต่ซู่จื่อเฉิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เบิกตาโต จ้องมองฟู่หลินชวนอย่างสงสัยใคร่รู้
“พ่อคะ เบามือหน่อยนะ บ้านเรามีโต๊ะตัวนี้แค่ตัวเดียว ทุบพังแล้วไม่มีที่นั่งกินข้าวนะ”
ซู่ลิ่งอู๋ทำตามวิธีที่ตัวเธอในร่างเดิมเข้ากับพ่อซู่ เธอไม่อยากเปลี่ยน
เปลี่ยนไปทำไม
เธอว่าเจ้าของร่างเดิมดีอยู่แล้ว
ในหนังสือพรรณนาว่าพี่สาวใจร้ายคนนี้ เอาแต่ใจเกรี้ยวกราด เห็นแก่ตัวฟุ้งเฟ้อ ใจริษยาจัดจ้าน มีแต่หน้าตาไม่มีอะไรดี
แต่กลับกัน
เอาแต่ใจเกรี้ยวกราด ก็หมายความว่าเธอไม่อ่อนแอ มีเรื่องกล้าสู้กล้าแย่ง ไม่ถูกคนอื่นบีบง่าย ๆ ยังไง
เห็นแก่ตัวฟุ้งเฟ้อ ก็หมายความว่าเธอรักตัวเอง มีความมุมานะ อยากใช้ชีวิตดี ๆ มันผิดตรงไหน?
ใจริษยาจัดจ้าน ก็หมายความว่าเธอรู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ในกระดูกรู้จักไม่ยอมแพ้ยังไงล่ะ
มีแต่หน้าตาไม่เป็นอย่างอื่น เธอถูกใจจะตาย!
นี่คือหวยพันธุกรรมที่คนอื่นอยากขอก็ขอไม่ได้!
คนอื่นจะว่ายังไงก็ช่าง ใช้ชีวิตได้ดีถึงจะเป็นความสามารถที่แท้จริง
ไม่คิดมากให้เหนื่อยใจฟรี และไม่อัดอั้นตันใจตัวเอง
ถ้าเกิดเปลี่ยนเป็นคนอื่นละก็ ภายใต้เงื้อมมือแม่เลี้ยง ไม่แน่ว่าจะถูกข่มเหงจนเป็นยังไงไปแล้ว
เธอค่อนข้างนับถือเจ้าของร่างเดิมอยู่เหมือนกัน
พ่อแม่อายุแปดขวบก็หย่ากัน พ่อแต่งใหม่ แม่แต่งใหม่ ต่างก็พ่วงน้องชายมาให้เธอคนละคน
ถ้าเจ้าของร่างเดิมไม่เอาจริงเอาจังหน่อย ก็คงโดนมองข้ามไปไหนต่อไหนนานแล้ว
ว่าถึงที่สุดก็คือกรรมที่ย่าหญิงซู่ทำไว้
ซู่อู๋กับสวีเหมยลี่แต่งงานกันมาแปดปี มีลูกก็มีแต่ซู่ลิ่งอู๋คนเดียว
เดิมทีสองสามีภรรยาก็ใช้ได้อยู่ ที่สำคัญคือสวีเหมยลี่หน้าตาดี ใคร ๆ ก็อิจฉาซู่อู๋ที่ได้แต่งงานกับดาวประจำหมู่บ้าน
แต่ย่าหญิงซู่ไม่ยอม
ไม่มีลูกชาย ลูกชายคนเล็กนี่ก็สืบสกุลไม่ได้
ต่อไปก็ไม่มีคนจัดการเรื่องเผาศพแซ่ซู่ให้
จึงไม่ถูกใจแม่แท้ ๆ ของนางเอกเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนแม่แท้ ๆ สวีเหมยลี่ก็ไม่ใช่ลูกสมอที่นิ่มนิ่มให้ใครบีบง่าย ๆ ย่อมไม่มีทางให้ยายแก่ตระกูลซู่ข่มเหงได้ตามใจ
สะใภ้กับแม่ผัววัน ๆ ทะเลาะกันเล็กสองครั้ง ทะเลาะกันใหญ่สามวัน
ทำให้บ้านวุ่นวายไม่เป็นอันทำมาหากิน
สุดท้ายโดนรบเร้าจนหมดแรงถอยจริง ๆ
ซู่อู๋กับสวีเหมยลี่จึงตัดสินใจหย่ากัน
ยายซู่รีบหาลูกสะใภ้ใหม่ให้ลูกชายทันที เป็นหญิงม่ายตายสามี มีลูกสาวติดมา ตู้ลี่เจวียน
สวีเหมยลี่เองก็กล้ำกลืนฝืนใจ
หาว่าเธอมีลูกชายไม่ได้ เธอก็ยิ่งต้องมีให้ดูเสียหน่อย จะได้พิสูจน์ว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ
จึงอาศัยรูปโฉมที่โดดเด่นเป็นสง่า เข้าไปแต่งงานในเมือง
ปีรุ่งขึ้น
ซู่อู๋ก็ได้ลูกชายของตัวเอง ซู่จื่อเฉิง
สวีเหมยลี่ก็คลอดลูกชายเช่นกัน จ้าวกั๋วเย้า
ทั้งสองต่างก็สมหวัง
น่าสงสารก็แต่ซู่ลิ่งอู๋ที่ตัวเล็ก ๆ
กลายเป็นเด็กเหลือ ไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์อีกต่อไป
แต่ซู่ลิ่งอู๋กลับไม่ได้กลายเป็นคนที่มองไม่เห็นในบ้าน หากแต่กลายเป็นตัวป่วนของบ้าน
พอมีอะไรขัดใจขึ้นมา เธอก็ร้องไห้งอแงเอะอะโวยวาย
ซู่อู๋กับสวีเหมยลี่ก็รู้ดีว่าเป็นพวกเขาที่ผิดต่อลูกสาว
อีกทั้งซู่ลิ่งอู๋ตั้งแต่เล็กก็หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาภาพปีใหม่ ขาวเนียนน่ารัก ไปไหนก็โดดเด่นเป็นที่สังเกต
ทั้งสองก็เคยรักและเอ็นดูลูกสาวคนโตอย่างจริงใจ
ยังไงเสียก็นับว่าเป็นเลือดในอก ก็เลยตามใจอยู่บ้าง
“เธอยังคิดจะกินข้าวอีก หน้าตาของสกุลซู่ถูกเธอโยนทิ้งเสียจนหมดแล้ว!”
ความบริสุทธิ์ของลูกสาว กลับยกให้ฝ่ายชายไปง่าย ๆ แบบนี้ ต่อไปฝั่งนั้นจะไปนับถืออะไรกัน
ต่อไปไปอยู่บ้านผัว จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“อย่ามาโยนความผิดใส่ฉันนะ หน้าตาของสกุลซู่ ไม่ใช่ฉันทำให้เสียนะ มีพ่ออยู่นี่ทั้งคน ยังไม่ถึงทีของฉันแน่!”
พ่อแท้แม่แท้แล้วก็ยายเฒ่าแซ่ซู่ เรื่องราวเมื่อปีนั้น ถูกคนในระแวกพูดถึงอย่างสนุกปากเป็นปี ๆ
“ไอ้เด็กไม่รักดี!”
“ไอ้ตัวเวร เอ็งพูดกับพ่อแบบนี้เรอะ!”
ซู่อู๋เหมือนลูกโป่งที่ถูกทิ่มแทง ระเบิดตูม
“ตาเฒ่าซู่จ๋า หายโกรธเถอะ อย่าโกรธจนเสียสุขภาพเลยนะ มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกัน”
ตู้ลี่เจวียนรินน้ำให้ซู่อู๋
“เสี่ยวอู๋เอ๋ย เธอพูดกับพ่อเธอแบบนี้ได้ยังไงนะ วันนี้เรื่องนี้มันก็ความผิดของเธอ…”
“เงียบปากซะ!”
“เรื่องของหนู ไม่ถึงคุณต้องมายุ่ง”
“คุณดูแลลูกชายลูกสาวตัวเองก็พอ”
ซู่ลิ่งอู๋ขัดคำสอนของตู้ลี่เจวียนทันที
“เธอมันได้ใจเกินไปแล้ว พูดกับแม่เธอแบบนี้ได้ไงกัน!” ซู่อู๋เห็นว่าลูกสาวคนโตไม่เคารพเมียเขาต่อหน้าคนนอกถึงขนาดนี้ ก็โมโหจนจะลงมือตีคน
“หนูเรียกแม่ หล่อนกล้ารับคำเรอะคะ?”
“คุณไม่กลัวสวีเหมยลี่มาเอาความก็ตามใจ”
พอได้ยินชื่อภรรยาเก่าสวีเหมยลี่ ซู่อู๋ก็แข็งทื่อ ไม่กล้ารับลูกอีก
ถึงแม้จะหย่ามาหลายปีแล้ว แต่อิทธิพลยังคงอยู่
“พี่สาวคะ แม่ฉันถึงจะไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของพี่ แต่ท่านแต่งเข้ามาอยู่ในสกุลซู่มาหลายปีนี้ ให้ลูกชายลูกสาวสกุลซู่ ดูแลคนในบ้าน ทำงานหนักไปทุกอย่าง ยังไม่คู่ควรแก่คำว่าเคารพจากพี่อีกหรือไง”
ซู่ลิ่งถังย่อมทนเห็นแม่แท้ ๆ ของตัวเองถูกซู่ลิ่งอู๋รังแกอยู่แล้ว
“หล่อนแต่งเข้าบ้านสกุลซู่ ก็เป็นความสมัครใจของหล่อนเอง มีใครบังคับหล่อนรึเปล่า?”
“ให้ลูกชายลูกสาว ลูกชายที่ให้มา คือซู่จื่อเฉิง ลูกสาวที่เลี้ยงดู คือซู่ลิ่งถังแก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนูด้วย!”
จะผูกมัดด้านศีลธรรมกับเธอ คิดอย่าหวัง!
ของกิน ของใส่ ของใช้ของเธอ ก็มาจากพ่อแท้แม่แท้ของเธอเองทั้งนั้น จะไปเกี่ยวอะไรกับตู้ลี่เจวียน
“พี่…”
“พอเถอะ ทะเลาะอะไรกัน ปล่อยให้เขาหัวเราะเยาะหรือไง!”
ซู่อู๋เลื่อนสายตาไปมองฟู่หลินชวน
“เธอว่ามาเถอะ เรื่องของพวกคุณสองคนมันเป็นมายังไงกัน?”
“เรื่องนี้จะเอายังไงแน่?”
ฟู่หลินชวนจากการโต้ตอบของคนทั้งหลาย ก็เข้าใจสถานการณ์ของครอบครัวซู่โดยคร่าว ๆ
พ่อแท้ แม่เลี้ยง ลูกเลี้ยงของแม่เลี้ยงซึ่งเป็นน้องสาว น้องชายต่างมารดา
“อาเขยครับ ก่อนอื่นผมต้องขอโทษท่านก่อน เรื่องเมื่อคืน… เป็นความรับผิดชอบของผมเอง”
“เมื่อวานผมเองก็ถูกคนวางแผนร้าย ก็เลยมาพบหัวหน้าหน่วยซู่ ให้จัดการหาที่พักให้ผมสักแห่งหนึ่ง ไม่คิดว่าลูกสาวของท่านก็อยู่ในห้องเหมือนกัน ตอนนั้นสภาพของผมก็จนใจจริง ๆ”
“แต่ขอท่านวางใจ ผมไม่ใช่คนไม่มีความรับผิดชอบ”
“ขอแค่เธอยินยอม ผมจะแต่งงานกับเธอ”
“ผมชื่อฟู่หลินชวน บ้านอยู่ที่เมืองหลวง ผมเป็นสหายร่วมรบของซู่หนานหนาน ปัจจุบันรับตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 138 หยวน มีความสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้เต็มที่”
“ถ้าพวกท่านไม่ขัดข้องอะไร ผมจะจัดการให้คนทางบ้านมาสู่ขอ”
ซู่อู๋ได้ฟังการแนะนำตัวของฟู่หลินชวน งงไปหมดแล้ว
ผู้บังคับกองร้อย… ผู้การ!
ขุนนางใหญ่เลยนะ!
เงินเดือนเดือนเดียวเกือบเท่าพวกเขาหนึ่งปีแล้ว
สีหน้าของแม่ลูกตู้ลี่เจวียนกับซู่ลิ่งถังดูไม่ดีนัก
ซู่ลิ่งอู๋เลิกคิ้วขึ้น
แบบนี้… จะนับว่าเธอได้เกาะชายผ้าเหลืองแล้วหรือเปล่านะ?