บทที่ 5 อยากแต่งงานออกจากบ้านโดยเร็ว
“ฉันต้องไปจัดการเรื่องบางอย่าง วันนี้จะไปแจ้งหัวหน้าหน่วยทหาร”
“เซี่ยงหนานเป็นทหาร เคยผ่านการตรวจสอบประวัติมาแล้ว จะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ คาดว่าประมาณยี่สิบวัน น่าจะได้ใบแนะนำตัวไปจดทะเบียนสมรส”
ไม่อย่างนั้น เกรงว่าคงใช้เวลาถึงสองเดือน
“ดีค่ะ”
ซู่อู๋เพิ่งจะไปส่งหญิงชราออกไป ก็ได้ยินที่ลูกสาวพูด
“เสี่ยวอู๋เอ๋อ เรื่องแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ”
“เรามานั่งลงคุยกันดี ๆ เถอะ”
ซู่ลิ่งอู๋ขยีดวงตาที่บวมช้ำ “มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะมีอะไรให้ต้องคุยกันอีกล่ะคะ”
“พ่อคิดเรื่องสินสอดที่จะให้หนูดีกว่าเถอะ”
พูดจบก็เดินกลับเข้าห้องของตัวเองทันที
“ตึง!” เสียงปิดประตูดังขึ้น ตัดขาดทุกสิ่งทุกอย่าง
ล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียงอิฐ ไม่อยากขยับแม้แต่น้อย
ซู่อู๋มองฟู่หลินชวนอย่างกระอักกระอ่วนใจ
“นี่...เด็กคนนี้มัน...”
“อาเจียก เรื่องสินสอด ผมไม่ค่อยเข้าใจครับ ขอถามว่าผมต้องเตรียมอะไรบ้าง?”
ฟู่หลินชวนยกสิทธิ์การตัดสินใจให้คุณพ่อสกุลซู่ เพราะธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่นอาจแตกต่างกันไป
ซู่อู๋ถูมือไปมา “เอ่อ...คือ...เรื่องสินสอดน่ะ ก็พอกันทั้งนั้นแหละ ไม่พ้นสามหมุนหนึ่งดังบวกสามสิบหกขา”
“แน่นอนว่า สกุลซู่ของเราไม่ใช่ครอบครัวที่ขายลูกสาว สินสอดที่ฝ่ายชายให้มา เราจะให้เจ้าสาวถือกลับไปทั้งหมด เรื่องนี้คุณวางใจได้”
“แต่กรณีของคุณกับเสี่ยวอู๋เอ๋อแตกต่างไปหน่อย พวกคุณหลังแต่งงานก็จะต้องย้ายไปอยู่กับที่หน่วยทหาร คุณให้เงินและคูปองกับเสี่ยวอู๋เอ๋อโดยตรงเลยก็ได้ เดี๋ยวให้นางไปซื้อเอง”
“เด็กคนนี้เป็นคนเรื่องมากมาตั้งแต่เด็ก รสนิยมสูง ให้นางเลือกเองเถอะ”
“เถ้าแก่ซู่ คุณ...”
ตู้ลี่เจวียนเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำพูดของซู่อู๋
แอบบีบเนื้ออ่อนตรงเอวของซู่อู๋
ที่ว่ายกเงินกับคูปองให้ซู่ลิ่งอู๋โดยตรงนี่มันอะไรกัน
เช่นนั้นในบ้านจะไม่ได้อะไรเลยสักเส้นเดียว แถมยังต้องควักเงินเพิ่มเป็นสินสอดอีก
“ซี้ด...”
“คุณทำอะไรน่ะ!”
“รีบไปทำกับข้าวสิ ไม่ได้ยินที่เสี่ยวฟู่บอกว่าอีกเดี๋ยวมีธุระเหรอ”
“อาเจียก อาแจ ไม่ต้องลำบากแล้วครับ ผมว่าจะไปอำเภอพอดี ไปทานอะไรที่นั่นสักหน่อยแล้วกัน งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
ฟู่หลินชวนจะดูไม่ออกได้อย่างไรว่าสองสามีภรรยาสกุลซู่กำลังส่งสายตาเล่นลิ้นโต้ตอบกัน
หลังจากที่คนไปแล้ว ตู้ลี่เจวียนก็ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งด้วยความโกรธ
“ซู่อู๋ คุณหมายความว่ายังไง?”
“เท่ากับว่าเลี้ยงลูกสาวมาสิบกว่าปีเสียเปล่าอย่างนั้นสิ!”
“คุณไม่ได้มีแค่ซู่ลิ่งอู๋ลูกเดียวนะ แล้วเสี่ยวถังกับจื่อเฉิงล่ะ?”
“เสี่ยวถังก็อายุได้ที่แล้ว ลูกชายก็ต้องเรียนหนังสือ ต่อไปแต่งเมียสร้างบ้านจะเอาอะไรไม่ต้องใช้เงินบ้าง คุณใจป้ำ แค่รับปากส่ง ๆ ไปอย่างนี้ ไม่เคยคิดถึงครอบครัวบ้างเลยหรือไง!”
“บ้านอื่นเขาแต่งงานส่งลูกสาว ก็มีแต่ได้เงิน มีคุณนี่แหละทำตัวดีเด่น เอาแต่ควักเนื้อให้เขา!”
“คุณเบา ๆ หน่อย โวยวายอะไรกัน!” ซู่อู๋ได้ยินตู้ลี่เจวียนโวยวายเรื่องสินสอด ก็รีบเข้าไปปิดปากนาง
“เดี๋ยวเสี่ยวอู๋ก็ได้ยินหรอก”
“คุณนี่มันโง่จริง ๆ ดูฟู่หลินชวนนั่นสิ เหมือนคนธรรมดาทั่วไปที่ไหน อายุยังน้อยก็ได้เป็นผู้บังคับกองร้อยแล้ว อนาคตเบื้องหน้ามีแต่จะไกลเกินคาด ต่อไปลูกชายเราโตขึ้น จะต้องกลัวเรื่องอนาคตไหมล่ะ นี่มันพี่เขยแท้ ๆ เลยนะ”
“ผู้หญิงอย่างคุณนี่จริง ๆ เลย ผมยาวแต่ปัญญาสั้น”
ซู่อู๋เองก็กลัวว่าลูกสาวกับอดีตภรรยามาเอาคืนกับเขา เขาไม่กล้ายักยอกเงินสินสอดหรอก
แน่นอนว่า ตัวเขาเองก็มีแผนเล็ก ๆ ซ่อนไว้ในใจ
“เหอะ ลูกสาวคุณนิสัยยังไงคุณไม่รู้บ้างหรือไง!”
“ยายของมันตีมัน มันก็มาตีเสี่ยวถังกับจื่อเฉิง นี่มันทำตัวเป็นพี่สาวที่ตรงไหน คุณคิดว่าการคำนวณของคุณจะสำเร็จ ฉันว่าเก็บเงินไว้บ้างดีกว่า จะได้เป็นชิ้นเป็นอัน!”
ตู้ลี่เจวียนจะไม่รู้นิสัยของลูกเลี้ยงได้อย่างไร
“พอได้แล้ว อย่ามารบกวนฉันเลย รีบไปทำกับข้าว!” ซู่อู๋หมดความอดทนที่จะเถียงกับเมียจริง ๆ
อยู่ท่ามกลางผู้หญิงมากมายแบบนี้ ลำบากใจจริง ๆ
แม่ อดีตเมีย เมียคนปัจจุบัน ลูกสาว ไม่มีสักคนที่เขาจะล่วงเกินได้
“แม่ พอเถอะค่ะ อย่าทะเลาะกับพ่อเลย” ซู่ลิ่งถังคล้องแขนตู้ลี่เจวียน
ซู่ลิ่งถังรู้ว่า ต่อให้ทะเลาะกันต่อไปก็ไร้ประโยชน์
“ไม่ได้!”
“จะให้จบง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้!”
ตู้ลี่เจวียนจะยอมได้อย่างไรกัน เงินสินสอดก้อนใหญ่ลอยหายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้
“แม่ หนูหิวแล้ว!”
“อ้าว ลูกรอเดี๋ยวนะ แป๊บเดียวก็เสร็จ...”
ตู้ลี่เจวียนรีบไปทำกับข้าวให้ลูกชายทันที
ซู่ลิ่งถังปกปิดความผิดหวังในแววตาลง ถ้าหากตนแต่งงานบ้างล่ะ
จะเป็นเหมือนซู่ลิ่งอู๋ไหม ที่ทางบ้านจะไม่เก็บสินสอดไว้เลยสักเหรียญ แต่คืนให้ตนทั้งหมด?
ในห้อง ซู่ลิ่งอู๋นอนบนเตียงอิฐ ใจยังไม่สงบนิ่งอยู่เป็นนาน
เพิ่งข้ามภพมา กำลังจะต้องแต่งงาน
ซู่ลิ่งอู๋เองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเช่นกัน
แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว การแต่งงานกับฟู่หลินชวน ก็เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนางในตอนนี้
นางเองก็ไม่อยากอยู่ในบ้านหลังนี้นาน
รีบย้ายไปอยู่กับครอบครัวที่หน่วยทหาร ดีกว่ามาอยู่ที่นี่จ้องหน้ากับนางเอก
ซี้ด...
เจ้าฟู่หลินชวนนี่มัน...
ทั้งตัวไม่มีตรงไหนดีสักที่
นอนอยู่บนเตียงอิฐ กวาดสายตามองห้องเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เพียงสิบตารางเมตร
บ้านสกุลซู่มีเรือนหลักสามห้อง ห้องกลางเป็นห้องโถง สองข้างเป็นห้องนอน
ซู่อู๋กับตู้ลี่เจวียนพาลูกชายอยู่ห้องหนึ่ง ซู่ลิ่งอู๋กับซู่ลิ่งถังอยู่ห้องหนึ่ง
แต่สองคนนี้ไม่ถูกกัน หรือจะพูดว่าเป็นซู่ลิ่งอู๋ฝ่ายเดียวที่ไม่ยอมอยู่ร่วมห้องกับซู่ลิ่งถังก็ว่าได้
ซู่อู๋จึงต้องใช้ผนังกั้นแบ่งออกเป็นสองพื้นที่แยกจากกัน
ยังดีที่เป็นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นหากต้องอยู่ห้องเดียวกับนางเอก แค่คิดก็รู้สึกไม่สบายใจแล้ว
นึกถึงคลังสมบัติส่วนตัวในความทรงจำได้ ซู่ลิ่งอู๋ก็ฝืนความไม่สบายตัว ลุกขึ้นค้นหา
นี่คือทุนในการเอาตัวรอดของนาง
มาอยู่ในยุค 70 ที่ไม่คุ้นเคย จะออกนอกบ้านต้องมีใบอนุญาต จะซื้อของก็ต้องใช้เงินกับคูปอง ทำให้นางไม่มีความรู้สึกปลอดภัยเลย
ลึกเข้าไปในตู้ข้างเตียงอิฐ มีกล่องไม้ซ่อนอยู่ใบหนึ่ง
เปิดกล่องออก ข้างในมีเงินย่อยซ่อนอยู่ไม่น้อย แถมยังมีคูปองอีกสองสามใบ
ลองนับดูแล้ว มีเงินรวมสามสิบกว่าหยวน
ถือว่าไม่น้อยแล้วนะ สำหรับเด็กผู้หญิงในยุคนี้ การมีเงินติดตัวสักไม่กี่เจี่ยวก็นับว่าเยอะแล้ว
ที่ก้นกล่อง มีเครื่องประดับอยู่สองชิ้น
กำไลเงินหนึ่งวงกับแหวนทับทิมหนึ่งวง
ทั้งสองชิ้นล้วนเป็นของคุณยายของเจ้าของร่างเดิม กำไลเงินนั้นให้กับสวีเหมยลี่ เป็นสินสอดติดตัวที่สวีเหมยลี่เก็บไว้ในหีบสมบัติ
ตอนหย่า สวีเหมยลี่ทิ้งกำไลเงินไว้ให้ลูกสาว ไม่ได้นำไปที่บ้านสกุลเจ้าด้วย
ส่วนแหวนทับทิมเป็นของขวัญบรรลุนิติภาวะที่คุณยายให้ซู่ลิ่งอู๋
ให้เป็นของขวัญตอนนางอายุสิบแปดปีเมื่อปีที่แล้ว
คุณยายเคยรับใช้เป็นสาวใช้ในบ้านผู้มีอันจะกิน อ่านหนังสือออก มีของเก็บไว้ในหีบสมบัติอยู่บ้าง
แต่ช่วงยุคสมัยนั้นก็จำนำขายไปไม่น้อย
สวีเหมยลี่เป็นลูกสาวคนเดียวของนาง และซู่ลิ่งอู๋ก็เป็นหลานสาวคนเดียวของนางเช่นกัน ย่อมเอ็นดูเป็นอย่างมาก
จึงยกเครื่องประดับสองชิ้นสุดท้ายที่ตนเหลืออยู่ให้ไป
แหวนวงนี้ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นของเก่ามีอายุ แต่ถูกดูแลรักษาไว้อย่างดี สีแดงดั่งเปลวไฟ
ลองสวมใส่ดู
อ๊ะ!
นิ้วรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
ซู่ลิ่งอู๋มองภาพตรงหน้า แทบไม่เชื่อสิ่งที่เห็น
นี่นางได้แหวนวิเศษติดตัวมาด้วยนี่นา!