เธอแต่งหน้าเพื่อกลบรอยแดงจาง ๆ บนแก้มซีกซ้าย แล้วออกไปที่ร้านกาแฟตั้งแต่เช้า
หลังเรียนจบ เธอก็เปิดร้านกาแฟบรรยากาศเก๋ไก๋ขึ้นมาแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้มาที่ร้านตอนเจ็ดโมงครึ่งนานแล้ว
เพราะมาเช้า เธอจึงซื้ออาหารเช้ามาฝากพนักงานในร้านด้วย
หลังจากหายหน้าไปสามวัน เวินจือเสียนก็ปรากฏตัวที่ร้านกาแฟ พนักงานต่างดีใจและพากันทักทายเธอ
“ซื้ออาหารเช้ามาฝากทุกคน แบ่งกันนะ” เวินจือเสียนยื่นถุงอาหารเช้าสองถุงที่อัดแน่นให้พวกเขา
“เจ้าของร้าน ช่วงสองวันนี้ไปไหนมาคะ ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบเลย”
เวินจือเสียนเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะกับตัวเอง “ไปเลิกกับแฟนมาน่ะ”
พนักงานทุกคนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เจ้าของร้านยังพูดอยู่เลยว่าถ้าแต่งงานจะแจกขนมแต่งงานให้พวกเขา
แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีพนักงานสาวคนหนึ่งยิ้มแฉ่งให้เธอแล้วบอกว่า “เจ้าของร้าน อย่าเศร้าไปเลยค่ะ วันนี้วันพุธ หนุ่มหล่อสูงร้อยแปดสิบแปดคนนั้นอาจจะแวะมาร้านเราก็ได้นะคะ มองหนุ่มหล่อแล้วอายุยืนขึ้นค่ะ”
เวินจือเสียนหัวเราะเบา ๆ “หนุ่มหล่อที่ไหนกัน ถึงได้คิดถึงเขาขนาดนั้น”
พนักงานคนอื่น ๆ ก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้วขึ้นมา เล่าให้เธอฟังว่า “มีหนุ่มหล่อสูงร้อยแปดสิบแปดคนหนึ่งมาที่ร้านอย่างน้อยสัปดาห์ละสามครั้ง มาตรงเวลาแปดโมงเป๊ะ พวกเราถึงกับตั้งใจสังเกตดู ไม่เคยมาสายสักครั้งเลยค่ะ”
“แถมช่วงหลายสัปดาห์มานี้ก็มาวันพุธ พฤหัสบดี แล้วก็เสาร์เป็นประจำเลยค่ะ”
เรื่องนี้ทำให้เวินจือเสียนเริ่มสงสัยว่าหนุ่มหล่อที่พวกเขาจำได้แม่นขนาดนั้นหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่
ถึงจะสงสัย แต่เธอก็ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ พอหยอกล้อกับพวกเขาอยู่สองสามประโยค ก็สั่งกาแฟแล้วหาที่นั่งตรงมุมร้าน
เธอวางข้อศอกบนโต๊ะ หันไปมองผู้คนที่เดินผ่านด้านนอกหน้าต่างกระจก แล้วจู่ ๆ ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่คุ้นหน้าเข้า เธอชะงักไปเล็กน้อย
พนักงานนำกาแฟมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าตื่นเต้น “เจ้าของร้าน ดูสิคะ เร็วเข้า ดูนั่นสิ เขาคนนั้นไง หล่อใช่ไหมคะ ทุกครั้งที่เห็นเขาก็รู้สึกเหมือนได้เสพความงามเลยค่ะ”
เป็นเขานั่นเอง
ผู้ชายที่เอากุญแจมาส่งให้เธอใต้ตึกในหมู่บ้านวันนั้น
“เดี๋ยวฉันเลี้ยงกาแฟเขาสักแก้ว” วันนั้นเขาพูดแค่ว่าเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญพบกัน ในเมื่อได้เจอกันอีก นั่นก็คงเป็นวาสนา
พนักงานยิ้มเจ้าเล่ห์ โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเวินจือเสียนว่า “เจ้าของร้านนี่เก่งจังเลยนะคะ~” พูดจบก็ถือถาดเดินหัวเราะคิกคักจากไป
เวินจือเสียนได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาจากด้านนอก เธอก็ลุกขึ้นทันทีแล้วตามไปด้านหลังเขา พอเขาสั่งกาแฟเสร็จและเปิดรหัสชำระเงิน เธอก็ยื่นรหัสของตัวเองไปที่เครื่องรับชำระก่อน เงินถูกตัดเรียบร้อย
พนักงานเห็นว่าเป็นเจ้าของร้าน ก็กลั้นยิ้มทำเหมือนไม่รู้เรื่อง ก่อนเอ่ยเพียงว่า “กรุณารอสักครู่นะคะ”
มือที่ถือโทรศัพท์ของชายหนุ่มชะงัก เขาหันมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างกาย
เป็นเธอ
สายตาของเขาเผลอเลื่อนไปหยุดอยู่บนแก้มซีกซ้ายของเธอ
“เราเจอกันอีกแล้ว ขอบคุณนะคะที่วันนั้นเอากุญแจมาส่งให้” เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนกลับไปนั่งที่เดิม
วันนั้นเธออยู่หน้าบ้านอย่างน้อยสิบห้านาที บางทีเขาอาจรอเธออยู่ข้างล่างตลอดช่วงเวลานั้น เธอรู้สึกขอบคุณเขามาก ในวันที่อารมณ์ย่ำแย่ที่สุด เขาทำให้เธอได้สัมผัสถึงน้ำใจจากคนแปลกหน้า
สายตาของเขาติดตามเวินจือเสียนไปจนเธอนั่งลง เสียงพนักงานดังขึ้นข้างหู “คุณผู้ชายคะ กาแฟของคุณค่ะ”
ชายหนุ่มรับกาแฟมา เดินไปที่โต๊ะของเวินจือเสียน ยังไม่ทันได้พูดอะไร เธอก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อนว่า “อย่าพูดเชียวว่าจะคืนเงินให้ฉัน”
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ขอบคุณสำหรับกาแฟครับ”
เวินจือเสียนมองแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไป ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้แข็งกระด้างใส่เธอไปเสียทุกเรื่อง ดูท่าจะไม่ใช่คนน่าเบื่อขนาดนั้น
ตอนหันกลับมา เธอยกมือแตะหูซ้าย เสียงที่ได้ยินจากคนอื่นอู้อี้เล็กน้อย บางครั้งก็มีเสียงหึ่ง ๆ ด้วย
เธอนวดใบหูอยู่สองสามครั้ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไปโรงพยาบาลตรวจให้แน่ใจ จะได้สบายใจ
หลังตรวจร่างกายหลายอย่างเสร็จ ก็พบว่าไม่มีความเสียหายต่อการได้ยิน มีเพียงอาการหูอื้อเล็กน้อย ได้ยามากินสักพักก็หาย
ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เธอหยิบใบนัดมาดูซ้ำอยู่หลายรอบ ตอนนี้เธออยากตบกู้ยู่เฉินจริง ๆ แต่ก็ยังไม่อยากเห็นหน้าเขาแม้แต่นิดเดียว
เธอเป็นคนแค้นฝังใจ เรื่องที่ถูกกู้ยู่เฉินตบจนแก้มชาจะติดอยู่ในความทรงจำไปตลอดชีวิต
เวินจือเสียนกลับไปที่ร้านกาแฟ ตอนบ่ายลูกค้าเยอะ เธอยุ่งอยู่ตลอดบ่าย
ร้านกาแฟปิดตอนสามทุ่ม ช่วงสิบนาทีสุดท้ายเห็นว่าไม่มีลูกค้าแล้ว เธอจึงให้พนักงานกะเย็นกลับก่อนเวลา จากนั้นเตรียมปิดไฟและล็อกประตู
ขณะที่กำลังจัดแก้ว มีคนเดินเข้ามาจากหน้าประตู เธอก้มหน้าจัดของอยู่ ไม่ทันมองว่าเป็นใคร “ขอโทษนะคะ ร้านเรากำลังจะปิดแล้ว”
อีกฝ่ายไม่ส่งเสียง เวินจือเสียนจึงเงยหน้าขึ้น ก่อนร่างจะแข็งค้างไปชั่วขณะ
กู้ยู่เฉิน
ในมือเขาถือกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีฟ้า กล่องที่เธอให้เซิ่งข่ายรุ่ยเอากลับไปคืนเขา
สีหน้ากู้ยู่เฉินเย็นชา เขาจ้องเธอเขม็ง
เวินจือเสียนแสร้งทำใจเย็น ค่อย ๆ วางแก้วในมือลงในตู้โชว์
“เวินจือเสียน นี่หมายความว่ายังไง?” เขาฟาดกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ลงบนเคาน์เตอร์ตรง ๆ “คืนแหวนให้ฉัน หมายความว่ายังไง?”
พอได้ยินเสียงกู้ยู่เฉิน ความคิดของเธอก็ย้อนกลับไปถึงวันนั้น แก้วใบหนึ่งของแฟนเก่าเขายังสำคัญกว่าเธอเสียอีก เขาโกรธเพราะแก้วใบนั้น แล้วตบเธอ
“หมายความว่ายังไง คุณไม่เข้าใจเหรอ? ฉันไม่อยากแต่งงานกับคุณแล้ว” เมื่อพูดถึงการแต่งงาน หัวใจเธอก็บีบรัดจนเสียงสั่นไหว
ความโกรธปรากฏบนใบหน้ากู้ยู่เฉิน “แค่เรื่องแค่นี้ คุณจะมาทะเลาะกับฉันเหรอ? เวินจือเสียน เมื่อไหร่คุณถึงกลายเป็นคนไร้เหตุผลแบบนี้?”
ไม่รู้ว่าเขาเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว หรือโกรธจนพูดจาเหลวไหล แต่เวินจือเสียนในตอนนี้ไม่อาจรับฟังถ้อยคำแบบนั้นได้เลย ยิ่งไม่คิดจะทำความเข้าใจความหมายลึกซึ้งในคำพูดของเขา
“เรื่องแค่นี้เหรอ? นี่เรียกว่าเรื่องเล็กเหรอ? คุณตบฉัน นี่เป็นเรื่องเล็กเหรอ? งั้นฉันถามหน่อย เรื่องแบบไหนถึงจะเป็นเรื่องใหญ่?”
ยิ่งพูด เธอก็ยิ่งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบ้า ความรักที่เธอมีให้เขาไร้ค่าเสียยิ่งกว่าอะไร สุดท้ายยังถูกเขาบอกว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยอีก
“แก้วบ้า ๆ ใบนั้นของคุณสำคัญกว่าฉัน พอมันแตกก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ คุณจะฆ่าฉันให้ตายแล้วฝังไปพร้อมกับแก้วใบนั้นด้วยไหม?”
เห็นสีหน้ากู้ยู่เฉินมืดครึ้มราวกับฝนกำลังจะตก เธอก็หัวเราะเยาะ ก่อนคว้ากล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีฟ้าบนโต๊ะแล้วขว้างออกไปนอกประตูอย่างแรง จากนั้นจ้องกู้ยู่เฉินพร้อมชี้นิ้วไปทางประตู “ไสหัวไป! ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
ชายที่กำลังจะก้าวเข้ามาตรงประตูชะงักฝีเท้า แล้วหยุดอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
เขาไม่เคยถูกใครไล่ให้ไสหัวไปมาก่อน ชั่วขณะนั้นโทสะพลุ่งขึ้นจนแทบขาดสติ เขากัดฟันหัวเราะเย็นชา “ฉันอุตส่าห์เดินทางไกลมาดูว่าแผลคุณเป็นยังไง ที่แท้ฉันมันก็หาเรื่องใส่ตัวเองจริง ๆ”
เขาเดินออกจากร้านกาแฟไปโดยไม่หันกลับมา เก็บกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีฟ้าที่อยู่ตรงประตูขึ้นมา แล้วโยนลงถังขยะ
ชายที่ยังยืนอยู่หน้าประตูได้เห็นเรื่องราวเกี่ยวกับเธออีกครั้ง ครั้งก่อนที่เจอเธอ แก้มซีกซ้ายยังบวมอยู่ ส่วนครั้งนี้ก็ทะเลาะกับแฟน อืม...หรือจะเรียกว่าแฟนเก่าดี?
เขาเดินเข้ามา “ขอโทษนะครับ ยังมี...” กาแฟไหม?
ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นผู้หญิงตรงหน้าร้องไห้ น้ำตาไหลลงมาไม่หยุด แม้เธอไม่ได้ส่งเสียงดังอะไร แต่เขาก็หยุดพูด
เขากำลังคิดว่าจะพูดอะไรดี จู่ ๆ แววตาของเวินจือเสียนก็แน่วแน่ขึ้นมา เธอดึงกระดาษทิชชูมาหลายแผ่น เช็ดน้ำตาแล้วถามเขาพร้อมรอยยิ้มว่า “รับอะไรดีคะ?”
