“พวกเราก็อยากได้บ้าง!”
“ใช่ ๆ พวกเรายังไม่เคยได้สิทธิพิเศษแบบนี้เลยนะ”
บรรยากาศครึกครื้นช่วยให้อารมณ์ของเวินจือเสียนดีขึ้นไม่น้อย เธอแสร้งยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “พวกคุณชงกาแฟกันทุกวัน จะดื่มเท่าไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่เอากาแฟสิ เจ้านายลำเอียงแล้วนะ”
เวินจือเสียนหัวเราะออกมา “รู้แล้ว ๆ ตอนบ่ายจะซื้อของว่างมาให้”
“ขอบคุณค่ะเจ้านาย”
ฟังพวกเขาชมเธอสารพัดแบบแล้ว เวินจือเสียนก็อารมณ์ดีขึ้นมาก “ฉันไปทำงานก่อนนะ”
แค่เรื่องที่เขาเอากุญแจมาคืนกับคอยคุยเป็นเพื่อนเธอเมื่อคืน เธอก็ซาบซึ้งคุณฉีมากแล้ว เลี้ยงกาแฟสักไม่กี่แก้วเป็นเรื่องที่เธอยินดีอยู่แล้ว
คุยกับพวกเขาเสร็จ เธอก็ไปจัดของที่เพิ่งส่งมาถึงในห้องเก็บของ
ตอนสองทุ่ม ฉีเยี่ยนจิงมาถึงร้านตรงเวลา หลังสั่งเครื่องดื่มแล้ว เขาก็ยื่นรหัสชำระเงินให้พนักงาน พนักงานยิ้มแล้วบอกว่า “วันนี้เจ้านายของเราเลี้ยงกาแฟคุณค่ะ”
เจ้านายงั้นเหรอ?
ฉีเยี่ยนจิงเหลือบมองโต๊ะที่คุณเวินนั่งเมื่อวานโดยไม่รู้ตัว ที่แท้เธอก็เป็นเจ้าของร้านนี่เอง
พนักงานอีกคนที่กำลังชงกาแฟอยู่ข้าง ๆ เดินเข้ามาสมทบพร้อมรอยยิ้ม “เจ้านายเรายังยอมรับเลยว่าคุณหล่อมาก”
ฉีเยี่ยนจิงยังคงยื่นรหัสชำระเงินไว้ตรงหน้า “ขอบคุณในน้ำใจของเจ้านายพวกคุณนะครับ ผมรับไว้ด้วยใจ แต่กาแฟแก้วนี้ผมควรจ่ายเอง”
“คราวหน้าถ้าเจ้านายอยู่ ค่อยบอกกับเจ้านายเราเองนะคะ” พวกเธอต่างก็ทำตามที่เจ้านายบอก
ฉีเยี่ยนจิงได้แต่ถอนหายใจเงียบ ๆ ในใจ นี่ถือเป็นค่าปิดปากจากเรื่องเมื่อคืนหรือเปล่านะ?
เขาติดหนี้ค่ากาแฟเธอเพิ่มอีกแก้วแล้ว
เขาถือกาแฟเดินไปยังโต๊ะที่คุณเวินนั่งเมื่อวาน นั่งอยู่ราวห้านาที คล้ายกำลังรอเธอ แต่ก็ไม่เห็นเธอมา ไม่นานก็จากไป
เวินจือเสียนวุ่นอยู่ในห้องเก็บของด้านหลังจนถึงสิบโมง พอเริ่มเหนื่อยจึงกลับมาด้านหน้า
พนักงานคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “หนุ่มหล่อสูงร้อยแปดสิบแปดคนนั้น วันนี้แปลกมาก มานั่งในร้านตั้งหลายนาทีเลยนะคะ นั่งตรงนั้นด้วย”
พนักงานชี้ไปยังโต๊ะตรงมุม ก่อนจะหัวเราะคิกคัก “เจ้านายคะ เขารอเจ้านายอยู่หรือเปล่า?”
เวินจือเสียนมองตามทิศทางที่อีกฝ่ายชี้ไป นั่นคือที่นั่งที่เธอนั่งเมื่อวานเช้า เธอยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ตอบอะไร คิดเสียว่าอีกฝ่ายแค่พูดเล่น
เธอยกแก้วน้ำขึ้นจิบสองสามอึก พนักงานเก็บขยะด้านนอกกำลังเทขยะทั้งหมดในถังทิ้ง ทำให้เธอนึกถึงเรื่องที่กู้ยู่เฉินโยนแหวนลงถังขยะเมื่อวาน
แหวนก็ทิ้งไปแล้ว เมื่อคืนเธอยังคิดอยู่เลยว่าถ้ากู้ยู่เฉินกลับไปเก็บแหวนตอนกลางดึกจริง ๆ เขาจะยืดเยื้อไม่เลิกราหรือเปล่า แต่กู้ยู่เฉินไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นหรอก ตอนทะเลาะกันครั้งนี้มีการพูดถึงแฟนเก่าของเขา เขาคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แถมยังรอให้เธอไปขอโทษอยู่ด้วยซ้ำ
เธอหัวเราะเบา ๆ ก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง ตัดใจได้ก็พอ คุณฉีพูดถูกแล้ว ความรักไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง
-
หลายวันมานี้เวินจือเสียนยุ่งอยู่ในร้านตลอด แม้จะเหนื่อยบ้างแต่ก็รู้สึกเต็มอิ่ม บางครั้งเธอก็ยังนึกถึงเรื่องของกู้ยู่เฉินอยู่บ้าง ทว่าเขาไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเธอเลยตลอดหลายวันนี้ ราวกับหายตัวไปเสียอย่างนั้น ใจเธอเริ่มสงบลงแล้ว
มันดีกว่าที่เธอคิดไว้มาก สมัยคบกับเขา เธอเคยคิดด้วยซ้ำว่าชาตินี้คงขาดเขาไม่ได้ แต่ตอนนี้ลองคิดดูแล้วก็ไม่ใช่เลยจริง ๆ
สองทุ่มสี่สิบนาที ในร้านกาแฟไม่มีลูกค้าแล้ว เธอปิดไฟ เตรียมกลับบ้านก่อนเวลา พอกำลังจะล็อกประตู เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เลิกงานแล้วเหรอครับ?”
เธอหันไปมองชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง “คุณฉี สวัสดีตอนเย็นค่ะ”
ฉีเยี่ยนจิงตอบกลับ “คุณเวิน สวัสดีตอนเย็นครับ”
เขายื่นเค้กมาตรงหน้าเธอ
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย “นี่คือ?”
“ผมจะจ่ายเงินให้คุณ แต่คุณก็ไม่ยอมรับ เลยคิดว่าซื้อเค้กมาให้ดีกว่า” เขารู้ดีว่าคุณเวินแค่ขอบคุณน้ำใจที่เขามีให้ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน แต่พอเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ กลับทำให้เขาเกรงใจขึ้นมา
เธอยิ้ม “ขอบคุณนะคะคุณฉี งั้นก็ถือว่าเราหายกันแล้วนะคะ คราวหน้าฉันคงต้องหาเงินจากคุณบ้างแล้ว”
“ได้ครับ”
เวินจือเสียนรับเค้กมาแล้วก็อยากถอนคำพูดเมื่อครู่ทันที หายกันตรงไหนกันล่ะ เค้กหงส์ดำก้อนนี้ยังเลี้ยงกาแฟเขาได้ตั้งสิบแก้วเลย…
ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจแบ่งเค้กก้อนนี้ให้เขากินเดี๋ยวนี้เลย
“เข้ามานั่งข้างในก่อนไหมคะ?” เธอถาม
ฉีเยี่ยนจิงไม่ได้ปฏิเสธ เอ่ยอย่างสุภาพว่า “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยครับ”
เธอเปิดไฟ แกะกล่องพัสดุในมือ แล้วชงชาดอกไม้ที่เพิ่งมาถึงวันนี้สองถ้วย ก่อนยื่นถ้วยหนึ่งให้ฉีเยี่ยนจิง
“ขอบคุณครับ”
เวินจือเสียนแกะกล่องเค้กออก เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มตัดหงส์ตัวนี้จากตรงไหนดี
ฉีเยี่ยนจิงเห็นเธอลองกะตำแหน่งบนตัวหงส์ จึงเอ่ยขึ้นว่า “ผมจัดการเองครับ”
เขารับมีดจากมือเธอ ตวัดมีดลงอย่างคล่องแคล่ว แล้วจัดเค้กใส่จาน
ระหว่างที่เขาตัดเค้ก เวินจือเสียนก็ถามว่า “เพิ่งเลิกงานเหรอคะ?”
“เปล่าครับ วันนี้ตอนบ่ายไม่มีสอน”
เวินจือเสียนตักเค้กเข้าปากหนึ่งคำ พอได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้ามองเขา “คุณตั้งใจเอาเค้กมาส่งให้ฉันโดยเฉพาะเหรอคะ?”
ฉีเยี่ยนจิงเม้มปาก ในใจลังเลอยู่ไม่น้อย แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่เรื่องนี้ก็เป็นความจริง ผ่านไปหลายวินาทีเขาถึงพยักหน้า
“ถ้าไม่ได้เอาของมาให้คุณบ้าง ผมก็รู้สึกไม่สบายใจครับ”
เธอเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “ขอโทษนะคะ ฉันไม่รู้ว่าคุณคิดแบบนี้”
ฉีเยี่ยนจิงรีบตอบ “ไม่ต้องขอโทษครับ วันนั้นผมกินเค้กของคุณไปแล้ว ผมเอามาคืนสักก้อนก็เป็นเรื่องที่ควรอยู่แล้ว”
เวินจือเสียนยิ้มบาง ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง “คุณฉีเป็นอาจารย์เหรอคะ?”
เขาตอบรับ “ครับ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย”
เธอพยักหน้า “มิน่าล่ะคะ ถึงได้รู้สึกว่าคุณคุ้น ๆ”
ฉีเยี่ยนจิงมองเธอ เธอจึงรีบอธิบาย “พ่อฉันก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเหมือนกัน แวบแรกที่เห็นก็รู้สึกว่าท่านดูเคร่งขรึม แต่จริง ๆ แล้วพ่อฉันใจดีมาก คุณเองก็ดูสุขุมอ่อนโยนเหมือนกันค่ะ”
แค่ท่าทางดูเย็นชาไปหน่อย
ระหว่างพูด เธอก็กินเค้กในจานจนหมด รู้สึกแน่นท้องนิดหน่อย ชาถ้วยนี้คงดื่มไม่ไหวแล้ว
ฉีเยี่ยนจิงยังคงคิดถึงความประทับใจที่เธอมีต่อตัวเขา ส่วนเค้กตรงหน้าก็แทบไม่ได้แตะ
เวินจือเสียนก้มหน้าปิดปากหาว ฉีเยี่ยนจิงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยว่า “เดี๋ยวผมเก็บโต๊ะให้ครับ”
หลังเก็บกวาดเรียบร้อย เขาก็ถือเค้กที่เหลือไปส่งเธอ
เธอขึ้นรถ ลดกระจกลง แล้วโบกมือให้ฉีเยี่ยนจิงซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน “คุณฉี ลาก่อนค่ะ”
ฉีเยี่ยนจิงตอบเธอว่า “ลาก่อนครับ”
วันนี้โดยรวมแล้วก็ไม่เลวเลย ถ้าตอนกลางคืนไม่บังเอิญเจอกู้ยู่เฉินหน้าทางเข้าหมู่บ้านก็คงดีกว่านี้
เธอเพิ่งเปิดไฟเลี้ยว เตรียมขับรถเข้าไปในหมู่บ้าน กู้ยู่เฉินก็ปรากฏตัวตรงหน้ารถ เธอเหยียบเบรก
“จือเสียน”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จอดรถชิดข้างทาง แล้วเปิดประตูลงจากรถ
ทั้งคู่ยืนอยู่ริมถนน กู้ยู่เฉินเห็นว่าวันนี้เธอสงบนิ่ง ไม่ได้ฉุนเฉียวเหมือนครั้งก่อน ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก บางทีเธอคงใจเย็นลงแล้ว
“ทำไมวันนี้กลับดึกจัง?” น้ำเสียงของกู้ยู่เฉินราบเรียบ ไม่เหมือนคนที่เพิ่งทะเลาะหรือมีเรื่องขัดแย้งกันเลยสักนิด
ชั่วขณะหนึ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน
แต่เธอไม่มีทางทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้
“เพิ่งเลิกงานค่ะ”
กู้ยู่เฉินยื่นมือมาจับมือเธอ แต่เธอหลบ เขารับรู้ได้ถึงความห่างเหินของอีกฝ่าย ทว่ากลับคิดเพียงว่าเธอกำลังงอน จึงไม่ได้ใส่ใจ
