บทที่ 3 ผู้มีฝีมือ
“จอมปด...”
ฉีเซี่ยท่องชื่อนี้ในใจหลายรอบ หลังจากยืนยันตัวตนของตัวเองแล้ว ก็พลิกไพ่คว่ำหน้าลงอย่างแนบเนียน
เมื่อนาทีก่อน เขาเองก็เคยวาดฝันถึงการ “ให้ทุกคนรอดชีวิตกลับไป” เช่นกัน
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
แม้ว่าตัวเขาและคนทั้งแปดตรงหน้าจะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ครั้งนี้ คนที่ตายต้องเป็นพวกเขาเท่านั้น
“ถ้าทุกคนไม่มีข้อสงสัย โปรดจำกฎให้ดี เกมนี้ ‘มีจอมปดหนึ่งเดียวเท่านั้น’...” หัวแพะยื่นมือชี้ไปทางสาวเซ็กซี่ทางซ้ายของฉีเซี่ย “งั้นเริ่มจากคุณ วนตามเข็มนาฬิกา”
“หา? ฉันเหรอ?” หญิงสาวอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยู่ปาก
ฉีเซี่ยหันไปมอง หากเริ่มจากหญิงสาวทางซ้ายมือแล้ววนตามเข็มนาฬิกา ตำแหน่งของเขาก็ไม่สู้ดีนัก
ตัวเขาเองจะกลายเป็นคนสุดท้ายที่เล่าเรื่อง
ในสภาวะตึงเครียด กดดันสุดขีด ผู้คนมักจะจำได้แค่คนแรกกับคนสุดท้ายที่เล่าเรื่องเท่านั้น
แต่ถ้าคัดค้านตอนนี้ ก็ดูจะเด่นเกินไป ได้แต่เดินไปทีละก้าวแล้วค่อยว่ากัน
หญิงสาวเซ็กซี่ขมวดคิ้ว ดวงตากลมโตกลอกไปมา สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า “เอาเถอะ... ฉันเล่าก่อน แต่ฉันเล่านิทานไม่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ถ้าเล่าไม่ดีพวกคุณอย่าโทษฉันนะ...”
ตอนนี้ทุกคนไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่นั่งฟังเงียบๆ
หญิงสาวเซ็กซี่ยื่นนิ้วเรียว สางปอยผมไปทัดหู แล้วพูดว่า
“ฉันชื่อเถียนเถียน เป็น... เอ่อ... ‘นักเทคนิค’ ค่ะ พวกเราหาเลี้ยงชีพด้วยฝีมือ ฉันก็ไม่คิดว่ามันน่าอายนะ”
ถึงตอนนี้ทุกคนถึงได้สังเกตว่าหญิงสาวที่ชื่อเถียนเถียนใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก แค่ชุดเดรสสั้นคอลึกตัวหนึ่งที่สกปรกมอมแมม ส่วนที่ควรปิดก็แทบไม่ปิด
แต่ดูท่าเธอเองก็ไม่แคร์เรื่องนั้น
“เรื่องของฉันหลายเรื่องก็ไม่สะดวกเอามาเล่าให้ฟัง... สรุปคือให้ ‘ลงมือ’ ฉันพอได้ แต่ให้ ‘บรรยาย’ นี่ไม่รู้จะพูดยังไงจริงๆ เพราะถ้ามีการศึกษาใครจะมาทำงานแบบนี้ล่ะ...”
“สรุปว่าก่อนมาฉันกำลังทำงานอยู่ แต่ลูกค้าคนที่ฉันเจอนี่แปลกจริงๆ... ทั้งที่ร้านเรามีที่ให้บริการ แต่เขายืนกรานจะไปในรถเขา บอกว่าแบบนั้นตื่นเต้นกว่า... งั้นเพื่อเงินฉันก็เลยต้องไปกับเขา...”
“นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันทำงานในรถ คิดไม่ถึงว่าดูเป็นรถหรู แต่ข้างในกลับคับแคบมาก ไม่นานก็เหงื่อท่วมตัว ฉันไม่เข้าใจเลยว่าที่แบบนี้มัน ‘ตื่นเต้น’ ตรงไหน ระหว่างนั้นมือถือลูกค้าก็ดังไม่หยุด เขาก็ไม่ยอมรับสาย ฉันนี่รำคาญจะตาย...”
เถียนเถียนดูเหมือนอยากจะด่าลูกค้าคนนั้นต่ออีกสักหน่อย แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นศพบนโต๊ะ ก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ แล้วสูดหายใจลึกก่อนพูดว่า
“เฮ้อ ช่างเถอะ ฉันเลือกอาชีพนี้เอง ฉันยอมรับ แต่ฉันไม่คิดว่าจะเกิด ‘แผ่นดินไหว’ ขึ้นมากะทันหัน ตอนแรกฉันนึกว่าพวกเราออกแรงมากเกินไป เลยสั่นแรง ใครจะรู้ว่าแผ่นดินไหวจริงๆ”
พอพูดถึงคำว่า ‘แผ่นดินไหว’ สีหน้าของทุกคนก็กระตุกเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
“รถพวกเราจอดอยู่ในซอย... ข้างบนพอดีเป็นป้ายโฆษณาใหญ่เลย... ตอนนั้นหัวฉันโผล่ออกมานอกรถ มองเห็นเต็มตา” มือของเถียนเถียนชี้ไปทางศีรษะตัวเองพร้อมทำท่าประกอบ เสียงสั่นเครือ “ป้ายโฆษณาอันใหญ่โตนั้น ไม่รู้ทำไม เกิดเสียง ‘ครืน’ แล้วก็หักลงมา หล่นใส่รถเลย ฉันก็หมดสติ...”
เธอถอนหายใจยาวอีกครั้ง แล้วพูดว่า “พอมารู้ตัวอีกที ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ฉันกลัวแทบตาย...”
เถียนเถียนทำสีหน้าอึดอัดคับข้องใจ สีหน้านี้ดูเหมือนจะฝึกมาเป็นพิเศษ ให้ผู้ชายเห็นแล้วใจสั่น
ชายหนุ่มลายสักทั้งแขนที่นั่งข้างๆ เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ทุกท่าน พวกเรายังต้องเล่าต่อไหม?”
ชายเสื้อกาวน์ขาวอึ้งไป มองชายลายสัก “หมายความว่าไง?”
“‘คุณผู้หญิง’ คนนี้โกหกแล้ว พวกเราโหวตได้เลย” ชายลายสักพูดอย่างหนักแน่น
“แก...! แกว่าไงนะ?!” เถียนเถียนสะดุ้ง “ฉันโกหกตรงไหน?”
ชายลายสักมองเถียนเถียนด้วยสายตาเย็นชา พูดว่า “ชื่อเธอไง เธอบอกว่าเธอชื่อ ‘เถียนเถียน’ แต่ว่าสาวนั่งดริ้งก์ล้วนใช้ชื่อปลอมทั้งนั้น ชื่ออย่าง ‘เถียนเถียน’ ‘เสี่ยวฟาง’ ‘ลี่ลี่’ นี่เห็นกันเกลื่อน ดังนั้นเธอปิดบังชื่อจริง ก็เท่ากับโกหกแล้ว”
พอพูดจบ หน้าเถียนเถียนก็แดงก่ำ
“แก... แกพูดอะไรบ้าๆ? ฉันชื่อเถียนเถียน! ชื่อจริงฉันไม่ได้ใช้มาหลายปีแล้ว!” พูดจบเธอก็กวาดตามองทุกคน แล้วเสริมอีกว่า “ที่ทำงานฉัน มีแต่เรียก ‘เถียนเถียน’ ถึงจะหาฉันเจอ บอกชื่อจริงก็ไม่มีใครรู้จักหรอก!”
ตอนนี้ทุกคนเริ่มครุ่นคิด ส่วนสีหน้าฉีเซี่ยก็ค่อนข้างเคร่งเครียด
จากเรื่องราวของเถียนเถียนเมื่อครู่ ฉีเซี่ยฟังไม่ออกว่าจะโกหกเลยสักนิด ตอนที่เธอบรรยายเรื่องราวนั้นจังหวะการเล่าสม่ำเสมอ น้ำเสียงผ่อนคลาย
เทคนิคการเล่าที่เหมือนคุยกับเพื่อนแบบนี้ พิสูจน์ผลลัพธ์ได้สองอย่าง หนึ่งคือเรื่องที่เธอเล่าถูกแต่งขึ้นมานานแล้ว และซ้อมเล่าให้ตัวเองฟังมานับครั้งไม่ถ้วน สองคือเธอเล่าเรื่องจริง
แต่ตอนนี้ชายลายสักได้ให้มุมมองใหม่แก่ฉีเซี่ย
นั่นก็คือ ‘การโกหกด้วยชื่อ’
การโกหกด้วยชื่อไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับตรรกะหรือความสมเหตุสมผล คนทั่วไปดูไม่ออกหรอกว่าผิดสังเกต
เพราะทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ชื่อก็ได้ฟังจากที่อีกฝ่ายเล่าเท่านั้น
ฉีเซี่ยย้อนนึกถึงคำพูดของหัวแพะอีกครั้ง เขาบอกว่า ‘ในบรรดาทุกคนที่เล่าเรื่อง มีคนหนึ่งโกหก’ กฎข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าจอมปดต้องใช้ ‘เรื่องปลอม’ มาโกหก ‘ชื่อปลอม’ ก็ใช้ได้เหมือนกัน
เถียนเถียนเห็นตัวเองถูกสงสัย ดวงตาเบิกกว้าง ดูตื่นตระหนกสุดขีด “พะ... พวกคุณถ้ายังไม่เชื่อ ชื่อจริงฉันคือจางลี่เจวียน... ฉันเป็นคนส่านซี... พวกลองเรียกชื่อจริงฉันดูก็ได้นะ เรียกชื่อจริงฉันไม่มีทางตอบรับหรอก ฉันจะตอบรับแต่ชื่อ ‘เถียนเถียน’... ฉัน... ฉัน...”
ฟังถึงตรงนี้ ฉีเซี่ยก็ส่ายหัวเงียบๆ
ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ฉลาดอย่างที่คิด
นั่นหมายความว่า เธอไม่มีทางแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาล่วงหน้า และยิ่งไม่มีทางคิดแผน ‘โกหกด้วยชื่อ’ ขึ้นมาเฉพาะหน้า
หัวแพะบอกว่า ‘มีจอมปดหนึ่งเดียว’ คนคนนั้นก็คือฉีเซี่ยเองเท่านั้น
ถ้าคนอื่นไม่สังเกตเห็นความร้ายแรงของปัญหา ‘เถียนเถียน’ นี้ งั้นเขาก็เจอวิธีที่ชนะแน่ๆ แล้ว
ถ้าจะแต่งชื่อ ‘ฉี’ ไม่ใช่นามสกุลที่ดีนัก นามสกุลนี้ถึงไม่ถึงกับหายาก แต่ก็ไม่ถึงกับสามัญ ต้องเลี่ยงนามสกุลที่จำง่ายแบบนี้
พูดอีกอย่างก็คือ ทุกอย่างที่เขาเล่าต้องไม่เตะตาคนให้มากที่สุด
ดังนั้นเขาจึงเตรียมเรียกตัวเองว่า ‘หลี่หมิง’
เรื่องที่เหลือเขาก็เล่าได้ตามปกติ แบบนี้ต่อให้เป็นคนที่เก่งแค่ไหนก็ดูไม่ออกหรอก
เกมใกล้จะจบแล้ว